14 พฤศจิกายน 2557

PRACTICAL DRIFT

PRACTICAL DRIFT
เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปเรียนหลักสูตรการบินที่สิงคโปร์โดยมีครูผู้สอนเป็นฝรั่งชาวอเมริกัน การสอนของเค้าเป็นมาตรฐานไม่ได้คิดเองเออเอง ตามตำราเป๊ะ ผมลองถามดูว่าถ้าผมเปลี่ยนกระบวนการบ้างให้มันง่ายขึ้นและเหมาะสมกับประสบการณ์เก่าที่ได้รับมาจะได้หรือไม่ ครูให้คำตอบว่า ไม่ควรจะทำเพราะมันจะเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณในตอนนี้ ขอให้ทำตามที่สอนไปก่อนเพราะหน้าที่ของครูคือสอนให้ผมทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ให้ได้ในเวลาที่กำหนด
นักบินที่มีประสบการณ์การบินมาบ้างอย่างผมคงรู้สึกขัดใจนิดนึงตรงที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้รับการสอนและปลูกฝังให้ต้องมีความรู้เสริมที่จะช่วยให้การบินง่ายขึ้น ซึ่งความรู้เพิ่มเติมดังกล่าวหรือที่เราเรียกมันด้วยความเคารพว่า
" โผ " ครูการบินหรือนักบินรุ่นพี่ๆคิดขึ้นมาและถ่ายทอดต่อๆกันมาจนกลายเป็น It’s a must ไปแล้ว ใครไม่รู้นี่เชยแย่ เผลอๆจะถูกลดเครดิตลงอีกต่างหาก 
สิ่งที่ได้รับมาจากการฝึกที่สิงคโปร์คือ กระบวนการฝึกตามตำราที่เค้าคิดมาอย่างดีแล้วเป๊ะๆช่วยให้เราไม่มีนิสัยคิดเองเออเองว่ามันดีมันถูก ทำให้ผมนึกถึงคำศัพท์ทางเทคนิคเกี่ยวกับความปลอดภัย คือคำว่า Practical Drift ซึ่งแปลตรงๆตัวว่า การเลื่อนไหลออกจากกฏระเบียบไปตามการกระทำที่แท้จริง กูรูที่อธิบายคำๆนี้บอกว่า มันเป็นสันดานดิบของมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ผมจะยกตัวอย่างนะครับ 
-ลองนึกภาพคุณขับรถเก๋งไปซื้อสเลอปี้ที่ร้าน7-11หน้าปากซอยที่ใช้เวลาขับไม่ถึงห้านาที คุณเห็นว่ามันใกล้ๆและรถไม่พลุกพล่าน คุณก็เลยไม่รัดเข็มขัดนิรภัย
-อยากให้ลูกสาวคนโปรดนั่งมอเตอร์ไซค์เล่นในซอยหน้าบ้าน ก็เลยให้แกยืนด้านหน้ารถโดยเราเองเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ โดยคิดว่าจะขับช้าๆและไม่ไกลจากบ้าน
-ไฟสัญญาณจราจรสีเหลืองออกแดงเรื่อๆ คุณเห็นว่ามันยังโอเคอยู่นิ ก็เลยเร่งเครื่องปานฟอร์มูล่าวันเพื่อผ่านสี่แยกวัดใจไปก่อนจะแดงจริง เพราะเมื่อวานผมก็ทำมาแล้วและจ่าที่ป้อมก็ไม่ว่านิ
-คุณนั่งเรือสำราญ น้ำมันลึกแค่หน้าอกเอง แต่คุณไม่รู้หรอกว่าน้ำมันไหลแรงหรือป่าว ก็คนในเรือไม่เห็นมีใครชูชีพใส่นิ 
-วันนี้รีบอ่ะ ขอวิ่งสวนเลนนิสนุงนะฮะ จะเลี้ยวขวาซอยหน้านี่เอง รถที่สวนมามีน้อยกว่ารถฝั่งเราด้วย 
ลองจินตนาการต่อไปว่า ถ้าสิ่งที่เราคิดเองเออเองมันไม่เป็นไปตามนั้น อะไรจะเกิดขึ้น คุณอาจจะถูกอัดก๊อปปี้ไปที่พวงมาลัยรถเพราะไม่ใส่เข็มขัดนิรภัยขับรถ ลูกสาวคุณอาจจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราเพราะหล่นจากมอเตอร์ไซค์ที่คุณขับเอง หรือเราเองอาจจะได้ไปนอนอ่านหนังสือพิมพ์กลางสี่แยกเพียงเพราะคุณรีบไปตอกบัตรเข้างานเลยผ่าไฟแดงซะงั้น 
ดังนั้น เราควรต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบเพื่อความปลอดภัย อย่าคิดเองเออเองว่า “ นิดเดียวเองไม่เป็นอะไรหรอก “ 
จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังนะครับพี่น้อง
----------

TOP GUN ฝันของเด็กชาย

TOP GUN ฝันของเด็กชาย
เมื่อปีพ.ศ.2529 ตอนนั้นผมอายุเพียง 16 ปี ยังเรียนหนังสือระดับมัธยมอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย วันๆเอาแต่เล่นบอล กับอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทร้านซ์ ไม่มีอะไรหวือหวา ผมเป็นคนชอบดูหนังโรง ไปดูคนเดียวก้อได้ไม่แคร์สื่อ แต่ก่อนนี้โรงหนังในห้างไม่มี ต้องไปดูโรงหนังใหญ่ๆในกทม อย่างเช่น ลิโด้ สกาล่า เพชรรามา สยาม ทุกวันเสาร์ผมต้องนั่งรถเมล์ออกจากบ้านที่ดอนเมืองไปเช่าม้วนวิดิโอฟุตบอลที่ห้างพันธ์ทิพย์พลาซ่าแถวๆประตูน้ำ จากนั้นแว่บไปโรงหนัง ดูหนังสักเรื่องอยู่เสมอ วันเรียนหนังสือบางวันก้อชวนเพื่อนไปดูหนังบ้างตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธา 
มีอยู่วันหนึ่ง หนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวู๊ดเข้าโรง ดารานำชื่อ ทอม ครุ๊ส (TOM CRUISE) หุ่นล่ำแต่เตี้ยนิดนึงถ้าเทียบกับฝรั่งด้วยกัน แกรับบทเป็นนักบินทหารเรือในเรื่อง TOP GUN เห็นภาพทอม ครุ๊สยืนเท่ใส่แจ๊คเก็ตบินสีเขียวกับแว่นกันแดดในโฆษณาหนังแล้วชวนให้ดูเสียเหลือเกิน เลยชวนเพื่อนรักสองสามคนไปดูด้วยกัน โอ้โฮ บร๊ะเจ้า มันช่างสุดยอดจริงๆ ฉากเครื่องบินขับไล่ F-14 A “TOMCAT” บินไล่โฉบกัน ที่เรียกกันว่า DOGFIGHT มันช่างสนุกเสียจริง เสียงคำรามของเครื่องบิน เสียงติดต่อวิทยุระหว่างหอบังคับการบินกับนักบิน ภาพเครื่องบินบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินหรือแม้กระทั่งท้องฟ้าสีครามและภูเขาที่เป็นแบ๊คกราวน์ของหนังตลอดเรื่อง มันช่างติดตาตรึงใจผมเสียจริงจนเก็บไปฝันอยูหลายคืน 
คุณพ่อของผมท่านเป็นทหารอากาศ ก็อยากให้ลูกรับราชการจะได้มั่นคง เลยอยากให้ไปสอบเข้าโรงเรียนนายเรืออากาศ แต่ตัวผมเองอยากเอ๊นทร้านซ์ซะมากกว่า ในที่สุดก็ตามใจพ่อ ไปสอบทั้งเรืออากาศและสอบเอ็นทร้านซ์ เลยได้มันทั้งสองที่เลย เอาหล่ะสิ คราวนี้ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะไปเป็นทหารอากาศหรือเลือกเรียนมหาวิทยาลัยดี ประเด็นมันอยู่ตรงที่รายงานตัวเข้าไปเรียนเตรียมทหารแล้วสามวัน เข้าไปถูกนายทหารพี่เลี้ยงในโรงเรียนเตรียมทหารซ่อมแซมแล้วจนหน้าดำหัวแดงแทงกบไปพักใหญ่ วันที่ทราบว่าสอบเอ็นทร้านซ์ได้ด้วย ตัวเราอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว นอนคิดอยู่คืนนึง วันรุ่งขึ้น นึกถึงหน้าพ่อหน้าแม่ที่รอความหวังจากเรา แล้วก้อตัดสินใจเลือกเรียนเรืออากาศต่อไป ด้วยเหตุผลว่า อันตัวกรูอาจจะเป็นแบบทอม ครุ๊สก็ได้นิ มันก้อเท่ไม่หยอก 
แต่หนทางก่อนจะเป็นเหมือนทอม ครุ๊ส ในแบบไทยๆนี่มันช่างสาหัสนิ ปีแรกในเรืออากาศ ถูกบังคับสารพัดให้วิ่ง ให้ฝึกทหาร ให้ออกกำลัง ถูกทำโทษ กินข้าวสามนาที เรียนหนังสือแบบง่วงๆตลอด ไม่มีเวลาส่วนตัวยกเว้นเวลานอน บ้านก็ไม่ได้กลับ จนผ่านปีแรกที่สาหัสมาได้ ปีถัดๆมาเริ่มสบายขึ้น ก็ตั้งใจเรียนตั้งใจพัฒนาตัวเอง มีเพื่อนรักร่วมรุ่นที่กอดคอกันเหนื่อยและหิวมาห้าปี จนจบการศึกษา ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรและกระบี่ยาวจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นความภูมิใจสูงสุดในชีวิต
สมัยนั้น โรงเรียนนายเรืออากาศเรียนห้าปีจบ ในปีสุดท้าย มีการสอบคัดเลือกเป็นนักบิน หนึ่งรุ่นมีประมาณ150คน เค้าจะรับเพียง 90คนเพื่อไปเรียนการบิน ดังนั้นต้องมีประมาณ 60 คนที่หมดสิทธิ์ได้ไปเรียนที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน ผมเป็นหนึ่งในผู้ผิดหวังเหล่านั้นครับ
ภาพทอม ครุ๊สสวมแจ๊คเก็ต หายวับไปกับตา เหลือแต่ภาพนายทหารหนุ่ม เดินท่อมๆเข้าไปทำงานในกรมกอง นั่งเฝ้าโต๊ะทำงาน คอยเช็คชื่อนายทหารประทวนที่แก่คราวพ่อรอวันเกษียณ ตกเย็นนั่งบริการและก๊งเหล้ากับพี่ๆนายทหารที่สโมสร แทนที่จะได้เดินตามความฝันตัวเองเมื่อเริ่มต้น 
เศร้าอยุ่ได้พักหนึ่ง ลุกขึ้นมาใหม่ ชีวิตไม่สิ้นต้องดิ้นต่อไป ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารที่กรมสรรพาวุธ กองทัพอากาศ จากนั้นถูกส่งไปอบรมที่สาธารณรัฐเช๊ค(CZECH REPUBLIC) เพื่อรับเครื่องบินแบบ L-39 ALBATROSS แล้วกลับมาทำงานที่ฝูงบินที่โคราช ในฐานะนายทหารสรรพาวุธ ระหว่างนั้น ก้อแอบปันใจไปลองสอบการบินไทยดู เผื่อฟลุ๊ค ไม่ได้เป็นทอม ครุ๊ส ก็ไม่เป็นไร เป็นนักบินแอร์ไลนส์ก็ไม่เลวนะ อย่างนัอยก็มีรายได้ตอบแทนเยอะขึ้นพอให้ครอบครัวได้สบาย 
แล้วฝันก็เป็นจริงครับ วันหนึ่ง กลับจากทำงาน มีโทรเลขส่งมาจากกทม(เอ๊ะ โทรเลขคืออะไรหว่า 555) พอเปิดซองออกมาดู ดีใจกระโดดตัวลอย สำเร็จแล้ว ผมได้เข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของบริษัทการบินไทยแล้ว วันนั้นอารมณ์กำลังได้ที่ ซื้อตั๋วการบินไทยบินกลับจากโคราชมารายงานตัวเลย เห่อมาก ระหว่างนั่งเครื่องบิน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกด้วยที่ผมได้นั่งเครื่องบินการบินไทย มันรู้สึกภูมิใจยังงัยไม่รู้ ความรู้สึกนั้นมันยังครุ
กรุ่นไม่มีวันจางจนทุกวันนี้
จนมาถึงวันนี้ เกือบยี่สิบแล้วที่ทำงานอยู่ที่การบินไทยในฐานะนักบิน ภูมิใจและดีใจที่อยู่ในบ้านหลังนี้ จะสุขจะทุกข์ก็บ้านของผม ไม่หนีไปไหน การบินไทยให้ชีวิตใหม่ ให้รถ ให้บ้าน ให้เมียที่สวยและน่ารัก ให้ลูกชายหน้าตาดีมาหนึ่งหน่อ และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนรอบข้างดีไปด้วย ผมภูมิใจที่ได้ซื้อบ้านให้คุณพ่อคุณแม่ได้อยู่ และที่สำคัญผมได้รับเกียรติอย่างสูงให้ทำหน้าที่กัปตันของบริษัทการบินไทย ทำหน้าที่รับใช้พาทุกท่านเดินทางสู่จุดหมายด้วยความปลอดภัยและราบรื่น จะมีอะไรดีกว่านี้อีกแล้วครับท่านผู้ชม
อยากฝากถึงน้องๆที่กำลังไล่ตามฝัน ระหว่างทางมันเหนื่อยมันล้าบ้าง ก็ต้องอดทน กัดฟันสู้ต่อไปนะครับ ไม่ได้วันนี้ วันหน้าเดี๋ยวมันก็ได้ 
แล้วสักวันมันก็จะเป็นของเราครับ ผมแอบเห็น ทอม ครุ๊ส โบกมือเรียกแล้ว เห็นมั๊ยนั่นหน่ะ?

กำลังใจ...สร้างเอาไว้ยามหมดแรง

กำลังใจ...สร้างเอาไว้ยามหมดแรง
ปีพ.ศ.2537 เป็นปีที่ผมมีทั้งสุขและทุกข์ปนๆกัน หลังจากที่สอบเข้าเป็นนักบินฝึกหัดทุนการบินไทยได้ ไปรายงานตัวที่การบินไทยสำนักงานใหญ่แล้ว บริษัทก็จัดการส่งผมและเพื่อนๆร่วมรุ่นอีกสิบกว่าคนไปเรียนที่โรงเรียนการบิน ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นเวลาหนึ่งปี วัตถุประสงค์ก็เพื่อทำให้พวกเราสามารถบินเครื่องบินฝึกลำเล็กๆให้ได้ หลังจากนั้นจึงจะกลับมาฝึกบินเครื่องบินลำใหญ่ๆของการบินไทยต่อไป 
ตอนที่ไปอยู่หัวหินใหม่ๆ พวกเราวัยไล่เลี่ยกัน ยังเป็นหนุ่มกลัดมันที่พร้อมจะลุยและสู้เสมอ ทุกอย่างดูสวยงามในตอนแรกเริ่ม ครูการบินมาต้อนรับขับสู้พร้อมด้วยนักบินทุนการบินไทยรุ่นพี่ที่มาอยู่ก่อนแล้วครึ่งปี พวกเราถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆละสองคนบ้าง สามคนบ้าง แยกไปเป็นลูกศิษย์ของครูการบินแต่ละท่าน ครูของผมท่านเป็นหัวหน้าครูการบินของที่นั่น เราเรียกท่านว่า”ครูน้อย” ทันทีที่เจอผม ท่านบอกว่า
“ มึงแก่กว่าเค้า งั้นมึงเป็นหัวหน้าศิษย์แล้วกัน”
ง่ายๆซะงั้น 
เอาวะ เป็นก็เป็น แล้วมันต้องทำอะไรบ้างหล่ะ ง่ายๆเลย บอกทำความเคารพครูที่เข้ามาสอนในห้อง เหมือนตอนเรียนอยู่มัธยมเลยอะ นอกจากนั้นก็ทำงานตามที่ครูน้อยสั่งมาทุกอย่าง พูดง่ายๆก็คือเป็น”เยเนอรัล เบ๊” นั่นเอง ทุกวัน ผมมีหน้าที่คอยตามตะล่อมให้พี่ๆเพื่อนๆและน้องๆในรุ่นต้องเข้าเรียน หรือเข้าบรีฟตามเวลาที่กำหนด แค่นั้นเอง
พอเริ่มฝึกบิน วันแรกตื่นเต้นมาก ครูน้อยให้พวกเราขึ้นเครื่องบินฝึกใบพัดลำเล็กๆรุ่น SOCATA TB-9 ไปพร้อมๆกันสามคน เพื่อดูครูบินให้ดู และอธิบายให้ฟังว่าเครื่องชื่ออะไร ปุ่มต่างๆอยู่ตรงไหน และเราต้องระมัดระวังอะไรบ้าง จำได้ว่า สนุกและตื่นเต้นมาก มีผะอืดผะอมเล็กน้อยเพราะเครื่องบินฝึกมันเล็กและเร็วเหลือเกิน ครูชี้ให้ดูขอบฟ้า แต่ยื่นมือออกไปแตะขอบฟ้าไม่ได้ อิจฉาพี่ตูนบอดีสแลมก็อีตรงนี้แหละ เพราะแกออกไปแตะขอบฟ้าได้เลย ของผมครูห้ามไว้ อิอิ
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เราสามคนที่เป็นลูกศิษย์จะถูกสั่งให้ขึ้นบินกับครูทีละคน เพื่อฝึกบินตามแผนการฝึก ทุกเช้าก่อนบิน จะต้องทำการบรีฟ(BRIEFING)ก่อนว่าวันนี้จะทำอะไร จากนั้นจึงขึ้นบินทีละคนกับครู คนละหนึ่งชั่วโมง พอบินครบทั้งสามคน แล้วลงมาทำการดีบรีฟ(DEBRIEFING)เพื่อแนะนำและดุด่าว่ากล่าวตามระเบียบ
ครูน้อยท่านเป็นอดีตนายทหารอากาศและครูการบินที่ลาออกมาจากกองทัพอากาศ ความเป็นครูมีสูงมาก ท่านเก่งและตัวสูงใหญ่เป็นที่น่าเกรงขามยิ่งนัก รุ่นพี่ๆตั้งสมญาให้ท่านว่า “เพชรฆาตไวเซอร์ดาวน์” ไวเซอร์(VISOR) ก็คือกระจกกันแสงแดดที่ติดตั้งบนหมวกนักบินรบ(HELMET)ที่สามารถเปิดปิดได้ตามที่นักบินต้องการครับ พอปิดลงมาก็ช่วยกันแสงแดดรบกวนและป้องกันวัตถุแปลกปลอมมากระแทกหน้า ด้วยความที่ท่านอยากให้เราได้ดี ท่านก็จะมีปฏิกิริยาต่อฝีมือการบินของเรารุนแรงนิดนึง เมื่อไหร่ก็ตามที่ทำได้ไม่ดีอย่างที่อยากให้เป็น ท่านก็จะเตือนผมด้วยการสัมผัสอย่างที่ลูกผู้ชายพึงกระทำต่อกัน ทำให้ผมเจ็บๆคันบ้าง บางทีก็จุก บางทีก็เจ็บ ระบมไปทั้งตัวตั้งแต่ใบหน้า มือ แขน หน้าท้อง ต้นขา คอและไหล่ ทำให้เกิดตื่นตัวขึ้นมาและตั้งใจบินให้ดีๆ
ผมและศิษย์ร่วมสายกับครูน้อยต้องเจออย่างนี้ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ฝึกบินที่หัวหินทั้งหมด 250 ชั่วโมงบิน ผมต้องบินกับครูน้อยประมาณ100 ชั่วโมงบิน มันทุกข์ระทมทุกครั้งก่อนขึ้นบินกับครู ช่วงแรกๆ ถึงกับนอนไม่หลับ กลัวและเกร็งไปหมด โชคดีที่ได้รับการบ่มเพาะให้จิตใจและร่างกายแข็งแกร่งมาจากการเป็นนักเรียนทหารที่โรงเรียนนายเรืออากาศ จึงพอจะสู้ไหว
เพื่อนๆร่วมรุ่นที่อยู่คนละสาย ผมหมายถึงคนที่บินก้บครูท่านอื่น พากันหัวเราะต่อกระซิก บินด้วยความสนุกสนานและสบายใจ ในขณะที่สายของผมสามคน กลับเครียดกว่ามากและไม่สนุกเลยเมื่อต้องขึ้นบินกับครูของตัวเอง ผมนอนนึกในใจเกือบทุกคืนว่า ชีวิตกูนี้หนอ ทำไมช่างไม่สะดวกโยธินเอาเสียเลย คนอื่นเค้าสบายกว่า เรากลับต้องมานอนก่ายหน้าผากทุกคืน รอวันขึ้นไปบินให้ครูทุบเป็นกระท้อน
"ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้ หอมหวลยวนจิตไซร้ ไป่มี” 
พระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่หก ที่ผมเห็นและท่องจำจนขึ้นใจตั้งแต่เข้าเตรียมทหารและเรืออากาศ มันผุดขึ้นมาในใจทุกครั้งที่เริ่มท้อแท้ ช่วยเตือนสติและปลอบประโลมใจให้ลุกขึ้นสู้ต่อทุกครั้ง มันทำให้ผมยืนหยัดสู้ต่อไป รวมไปถึงกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่ที่รอลุ้นเราทุกเสาร์อาทิตย์ที่กลับบ้าน ช่วยให้ผมผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ จนจบการฝึกบิน ในวันสุดท้ายที่หัวหิน ผมได้เข้าไปกราบขอพรและขอบพระคุณครูน้อยที่ช่วยสั่งสอนผมจนสามารถเป็นนักบินที่ดีได้ 
จนทุกวันนี้ ทุกครั้งที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องการบิน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน ผมจะนึกย้อนกลับไปถึงวันวานที่บินกับครูน้อย
“วันนั้นที่บินกับครูน้อยหนักกว่าวันนี้เยอะยังผ่านมาได้ ดังนั้นวันนี้หมูๆ ผ่านไปได้แน่นอน”
คิดได้อย่างนี้ก็มีแรงฮึดสู้ต่อไป รอดพ้นมาได้ทุกครั้ง 
กำลังใจ หาได้ง่ายๆ แค่มองย้อนหลังกลับไปถึงวันที่เคยลำบากกว่า แค่นี้ก็ไปต่อได้อีกเรื่อยๆ
สู้โว้ยยย

หงส์แดง...ตะแคงข้างฝา(บ้าน)

หงส์แดง...ตะแคงข้างฝา(บ้าน)
เมื่อผมเป็นวัยละอ่อน ประมาณประถมศึกษาปีที่สี่ เริ่มมีความสนใจฟุตบอล ชอบเล่นบอลเอามากๆ จำได้ว่าทุกเย็นหลังเลิกเรียนจะต้องรวมตัวกับเพื่อนๆลงลับแข้งที่ลานกว้างๆบริเวณหน้าโรงยิมของโรงเรียนเบญจมินทร์ ที่อยู่บนถนนนวมินทร์ในปัจจุบัน ผมเริ่มสนใจดูฟุตบอลสโมสรของประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะทีมโปรดของผม....ลิเวอร์พูล
ถามว่าทำไมถึงลิเวอร์พูล.... ไม่รุอ่ะ รู้แต่ว่า ตอนนั้นเค้าดังเปรี้ยงปร้าง ได้แชมป์หลายรายการหลายสมัย ผมชอบลีลาการเล่นและจ่ายบอลของเคนนี่ ดัลกลิช(KENNY DALGLISH) ยอดคนแห่งแอนฟิลด์(ANFIELD) พี่เดลกลิชแกชอบชูแขนโชว์จั๊กกะแร้แสดงความดีใจเวลาแกยิงได้ ผมชอบขาโก่งๆของเอียน รัช (IAN RUSH) ศูนย์หน้าระดับเมพขิง พ่อหน้าหนวดที่ยิงประตูจนเป็นนิสัย และชอบบรู๊ช กรอบเบลลาร์(BRUCE GROBBELAAR) ยอดนายทวารที่ชอบโชว์ทั้งเจ๋งทั้งเจ๊งในคราวเดียวกันให้แฟนพันธุ์แท้อย่างผมต้องได้เสียวเสมอ 
ฝาห้องนอนของกระผม เต็มไปด้วยรูปนักเตะหงส์แดงในสมัยนั้น ซึ่งผมก็ดึงออกมาจากหน้ากลางของนิตยสาร สตาร์ซ๊อคเกอร์ ที่มีบรรณาธิการคือคุณพี่ ย.โย่ง แกพากษ์บอลได้ถูกใจและลื่นไหลเป็นอย่างมาก แค่แกเห็นหลังนักบอลเท่านั้น แกรู้เลยว่าชื่ออะไร พ่อแม่ทำงานอะไร มีบ้านกี่หลัง มีควายกี่ตัว ยิงไปแล้วกี่ประตู มีรอยสักที่แก้มก้นด้านขวาเป็นรูปผีน้อยแคสเปอร์ อะไรทำนองนี้
พอเข้าเรียนที่สวนกุหลาบวิทยาลัย ความชื่นชอบยังคงอยู่ต่อไป แถมยังเพิ่มมากขึ้น ผมมีเพื่อนร่วมรุ่นที่คลั่งไคล้หงส์แดงพอๆกันอยู่หลายคน เช้ากลางวันและเย็น เราต้องรวมตัวสร้างพาวเวอร์เรนเจอร์ด้วยการเตะบอลพลาสติคในสนามบาสเกตบอลร่วมกัน พอว่างๆก็เม้ามอยเรื่องของทีมโปรด เป็นสีสันชีวิตที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่ผมจำได้ในสมัยวัยเยาว์ ทุกวันเสาร์หรืออาทิตย์ ผมจะคอยลุ้นว่า ทีวีจะมีเทปการแข่งขันของลิเวอร์พูลมาให้ได้ดูหรือป่าว ส่วนใหญ่จะได้ดูเพราะสมัยนั้นหงส์แดงเค้าแรงมาก ถ้าไม่มีให้ดู ผมก็จะไปที่พันธ์ุทิพย์พลาซ่าเพื่อเช่าม้วนวิดิโอฟุตบอลมาดูแก้ขัด ไอ้ประเภทถ่ายทอดสดแบบสมัยนี้อย่าได้หวัง ยากมั่กๆ
จนจบการศึกษาระดับมัธยม พอสอบเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ ความคลั่งไคล้หงส์แดงผมก็ยังไม่จางหาย เมื่อมีโอกาสดูฟุตบอลอังกฤษที่มีถ่ายทอดสดหรือเทปที่ลิเวอร์พูลเตะ ผมไม่เคยพลาดเลยถ้าสามารถ ช่วงนั้นผลงานเริ่มจะถดถอยลุ่มๆดอนๆ ได้แชมป์บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่เคยตกจากดิวิชั่นหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษ 
ลิเวอร์พูลเป็นอะไรที่มีอิทธิพลกับชีวิตผมเป็นอย่างมาก สัปดาห์ไหนหงส์ผลงานย่ำแย่ จิตใจผมก็ห่อเหี่ยวไปด้วย ไปถึงโรงเรียนต้องทนให้เพื่อนๆที่เชียร์ทีมตรงข้ามหยามหยี่พอเป็นพิธี สัปดาห์ไหนฟอร์มขั้นเทพ ผมนี่เดินคับโรงเรียนเลย ยิ้มกว้างจนมุมปากถึงใบหู มันขนาดนั้นเลยท่านผู้ชม
แต่ขอบอกหนูๆน้องๆว่า ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการพนันเลยนะ เชียร์เพราะใจรักจริงๆ หากเรารักเราชอบอะไรจริงๆ การพนันไม่จำเป็นเลยครับ ไม่แทงบอลก็ดูสนุกได้ 
พอเข้ามาทำงานที่การบินไทย สมัยเป็นนักบินผู้ช่วย(COPILOT) เวลาบินไปไหนมาไหนไกลๆ เค้าใช้นักบินอย่างน้อยก็สามคน หัวข้อสนทนาที่ทำให้ผมสามารถเบรคดิไอซ์(BREAK THE ICE) ได้บ่อยครั้งก็เรื่องฟุตบอลอังกฤษนี่แหละ แต่ต้องดูทิศทางลมหน่อยนะ วันไหนบินกับกัปตันหรือนักบินรุ่นพี่ที่ไม่ได้เชียร์หงส์แดง ผมก็จะคอยฟังท่านพูดถึงทีมโปรดของท่าน ถ้าท่านชอบแมนยู หรืออาร์เซน่อล ผมก็จะเงียบๆเก็บข้อมูล คอยเชียร์แขกให้ท่าน ประหนึ่งว่าผมเป็นสาวกผีแดงหรือปืนใหญ่ การเดินทางอันยาวไกลของผมกับท่านกัปตันหรือพี่นักบินจะได้ราบรื่น ไม่ไปขัดคอท่านจนกลายอาหารอันโอชะของกัปตันไปตลอดทาง แต่ถ้าวันไหนได้บินกับพี่กัปตันที่รักหงส์ปานดวงใจ เที่ยวบินนั้นของผมก็ช่างสุดแสนจะโรแมนติค จูบปากกันไปตลอดการเดินทาง เผลอๆตามกันไปโรแมนติคต่อที่ต่างแดนอีก ผมหมายถึงไปทานข้าวหรือก๊งสุรากันนะครับ อย่าคิดเป็นอื่น 
ตอนที่เป็นนักบินผู้ช่วยเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ผมยังบินเครื่องบินแบบโบอิ้ง747-400 ของการบินไทย มีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิด ทำการบินรับนักฟุตบอลทีมโปรดของกระผม จากมหานครลอนดอนมาสู่กรุงเทพมหานครดอนเมือง เพื่อมาเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับทีมชาติไทย ดีใจมว๊าก น้องนักบินที่บินด้วยกันในเที่ยวบินนั้น กล้าเดินไปขอลายเซ็นนักบอล ในขณะที่แฟนพันธุ์แท้อย่างกระผมกลับเหนียม ได้แต่มองดูไมเคิล โอเว่น(MICHAEL OWEN) ซามี่ ฮูเปีย (SAMI HYYPIA) และกัปตันสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด(STEPHEN GERRARD) อย่างเขินอาย แต่ก็ไม่เป็นรัยครัช ได้ใกล้ชิดขนาดนั้นก็เจ๋งแระ
ตั้งแต่ประถมสี่จนวันนี้ เป็นเวลาเกือบสามสิบสามปี ใจของฉันนั้นเป็นของเธอ(หงส์แดง)มาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่า เป็นรักอมตะเลยก็ว่าได้ ทุกวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่มีถ่ายทอดสดจากเคเบิ้ลทีวี ถ้าอยู่บ้านหรือโรงแรมที่พักต่างประเทศหรือต่างจังหวัด ผมจะทำตัวเองให้ว่างเสมอเพื่อเชียร์ทีมโปรด ยิ่งเดี๋ยวนี้เราสามารถสมัครสมาชิกและดูผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเบล็ตได้ ยิ่งง่ายเลย ดูที่ไหนก็ได้ ผมยิ่งไกล้ชิดหงส์แดงได้ง่ายขึ้น เคยคิดย้อนกลับไปว่า ถ้าผมกับหงส์ไม่ได้คบกันนานขนาดนี้ ชีวิตของผมคงจะพลิกผันไปอีกแบบ ไม่ได้มีหนทางขีวิตอย่างที่เป็นทุกวันนี้ก็ได้
ปีที่แล้ว ผลงานของลิเวอร์พูลเริ่ดมาก เพราะพี่เหยินซัวเรซ ยิงระเบิดระเบ้อจนเกือบจะเข้าเส้นชัย แต่จนแล้วจนรอดก็แค่เฉียด ลุ้นแทบตาย แต่ก็ไม่เป็นไรครัช ลองมันรักมันชอบแล้ว ยังงัยก็รักต่อไปไม่เปลี่ยนจายยยย
ขออย่างเดียว อย่าตกชั้นนะตัวเอง ขุ่นแม่ขอร้อง!!!!!

เรื่องของแขก

เรื่องของแขก
หนึ่งในประสบการณ์ที่ทั้งสนุก แปลก และไม่ซ้ำใครในโลกการบินของนักบินแอร์ไลนส์อย่างพวกกระผมก็คือ การที่ต้องบินผ่านน่านฟ้าประเทศอินเดียและปากีสถาน โดยที่เส้นทางบินจากเมืองไทยไปยุโรปทั้งไปและกลับจะต้องบินผ่านน่านฟ้าประเทศอินเดียหรือปากีสถานแน่นอน เรื่องสนุกๆก็เลยเกิดขึ้นบ่อยๆให้ได้ฮากัน
คนอินเดียเป็นชาติที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว แต่ฟังยาก เพราะจะพูดภาษาอังกฤษแบบอมฮอลล์รสน้ำผึ้งผสมมะนาวในปากตลอด ตอนที่เริ่มเป็นนักบินการบินไทยใหม่ๆ เวลาที่ต้องติดต่อวิทยุกับเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศของประเทศอินเดียหรือปากีสถาน เป็นอะไรที่เครียดนิดๆเพราะต้องหาจังหวะติดต่อวิทยุให้ดีๆ มีเครื่องบินหลายลำบินผ่านน่านฟ้าอินเดียในเวลาเดียวกันกับที่การบินไทยบินผ่าน แต่ละลำก็เลยต้องชิงรักหักสวาทกันบ่อยๆเพื่อติดต่อวิทยุกับหอบังคับการบินแขกให้ได้ ถ้าโคไพล๊อตน้อยๆอย่างผมติดต่อไม่ได้ซักกะที ท่านกัปตันก็จะเริ่มขยับองคาพยพของท่านแบบว่าหงุดหงิดอ่ะ เรียกให้ได้ดิ ยิ่งทำให้กระผมยิ่งนอยด์เข้าไปอีก 
ด้วยความที่อินเดียและปากีสถานมีน่านฟ้าที่กว้างมาก บางส่วนอยู่ในทะเลหรือมหาสมุทร การติดต่อวิทยุผ่านระบบVHF(Very High Frequency) บ่อยครั้งจะไม่สามารถทำได้เนื่องจากข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะทางในการส่งสัญญาณวิทยุ จำเป็นต้องใช้การติดต่อวิทยุในระบบHF(High Frequency) ซึ่งจะส่งสัญญาณได้ไกลกว่าแต่จะมีเสียงรบกวนสูงมากๆ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ท่านลองนึกภาพนักบินอวกาศติดต่อจากดวงจันทร์ลงมายังโลกของเรา เสียงประเภทซี้ดซ้าดผสมขากเสลดระหว่างพูดวิทยุ อารมณ์ประมาณนั้นเลยท่านผู้ชม
มีเรื่องตลกที่เล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับประสบการณ์การติดต่อวิทยุกับแขกมาเล่าให้ฟังกันพอเป็นน้ำจิ้ม ด้วยความที่เครื่องบินบินผ่านน่านฟ้าอินเดียและปากีสถานเยอะมาก จึงเกิดอุบัติการณ์(Incidents)หรือ อุบัติเหตุ(Accidents)อยู่เนืองๆ หอบังคับการบินแขกก็เลยชอบคอนเฟิร์มว่าที่เราติดต่อมา พูดอย่างนี้จริงหรือป่าว มีเครื่องบินลำหนึ่งติดต่อวิทยุเข้ามา
นักบิน- กัลกัลตา กัลกัลตา ดิสอิส_______ คอลลิ่ง กู๊ดมอร์นิ่ง (Calcutta Calcutta,this is ______ calling, good morning.)
แขก- คอนเฟิร์ม กู๊ดมอร์นิ่ง?(Confirm good morning?)
นักบิน- เซย์อะเก๊น?(Say again?)
แขก- คอนเฟิร์ม กู๊ดมอร์นิ่ง?
นักบิน- ???????(งงแด๊กซ์)
ดูมันดิท่านผู้ชม ขนาดทักทายเฉยๆมันยังคอนเฟิร์มอ่ะ
แล้วก็บ่อยครั้งที่มีการติดต่อวิทยุกันตลอดเวลา จนไม่สามารถจะเรียกเข้าไปได้เลย กว่าจะติดต่อได้ทำเอาเครียดเพราะใกล้จะลงจอดอยู่แล้วก็มี เพราะท่านเอทีซี(ATC Air Traffic Controller)ของแขก มักจะพูดยืดยาวเป็นฟอร์แมท พูดสั้นๆไม่เป็นอ่ะ 
เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับแขกด้วยตัวเองอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อสักสิบห้าปีที่แล้ว วันนั้นต้องบินจากกรุงเทพไปสนามบินลาฮอร์(Lahore) ประเทศปากีสถาน ก่อนจะบินไป นักบินอย่างพวกกระผมต้องตรวจสอบสภาพอากาศที่สนามบินปลายทางว่าโอเคมั๊ย ดูแล้วโอเคนิ ทัศนวิสัยดี เลยออกเดินทางตามปกติ เที่ยวบินนั้นเป็นเที่ยวบินกลางคืนประเภทไปกลับเลย ไม่ลงค้างที่ลาฮอร์ เราเรียกกันอย่างประชดประชันว่าเป็นไฟลท์ข้ามคืน เพราะออกเดินทางจากกทม ประมาณหนึ่งทุ่ม กลับมาถึงเมืองไทยอีกทีเช้ามืดวันรุ่งขึ้น เหนื่อยโคตรเพราะทั้งนานและต้องอดนอน โดยเฉพาะพี่ๆน้องๆลูกเรือนี่แทบจะสภาพเป็นซอมบี้เมื่อจบไฟลท์ วันนั้นบินไปใกล้จะถึงแล้ว ผมเรียกวิทยุไปที่หอบังคับการบินของลาฮอร์ เพื่อขอทราบสภาพอากาศหรือทัศนวิสัย ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Visibility 
ลาฮอร์ - นาว วิสิบิลิตี้ 30 กิโลมิเตอร์ ( Now visibility 30 kilometres)
ไทย - (เผลอดีใจ อากาศดี) แซ้งคิ้ว คอนเฟิร์ม ทรีซีโร่ กิโลมิเตอร์?(Thank you, confirm 30 kilometres?)
ลาฮอร์ - (ส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อยเพื่อยืนยัน) แอฟเฟิร์ม แอฟเฟิร์ม (Affirm affirm) 
บินเข้ามาเรื่อยๆเกือบจะลงจอดอยู่แระ มองดูข้างนอก ทำไมหมอกควันมันหนาจิงวะ ชักเอะใจ เลยถามกลับไปใหม่ 
ลาฮอร์ - ไอคอนเฟิร์ม วิสิบี๊หลี่ตี่ ทรีซีโรมิเต่อร์ ทรีซีโร่มิเตอร์ ( I confirm visibility 30 metres, 30 metres)
ไทย - !@#$%^^&*(หอยหลอด 30เมตรเนี่ยนะ)
ลงจอดไม่ได้อ่ะ ทัศนวิสัยต่ำเกินไปที่จะทำการลงจอดด้วยความปลอดภัย เลยต้องเปลี่ยนแผนการบินไปลงจอดที่สนามบินการาจีแทนก่อน ไปนอนกินโรตีอยู่คืนนึง ถึงจะบินกลับมาส่งผู้โดยสารลงที่ลาฮอร์ได้สำเร็จ เฮ้อ! เจอแขกข้ามคืนอย่างนี้ เหนื่อยอย่างแรงเลยอินินายจ๋า!!!!