15 มกราคม 2558

Survival (Episode Six)

Survival (Episode Six)

0401 น. (2001 UTC)

หอบังคับการบิน สนามบินเช็คแล๊ปก๊อก ฮ่องกง

“ Kinny 10 Kinny 10 ได้ยินแล้วตอบด้วย” ภูมิเรียกกลับไปหลายครั้งแล้ว ไม่มีเสียงตอบกลับจากวิทย์
“ Kinny 10 Kinny 10 ได้ยินแล้วตอบด้วย” เขาพยายามอีกครั้ง แต่ได้ยินเพียงเสียงคลื่นรบกวนจากวิทยุเท่านั้น ภูมิเริ่มเครียดอีกครั้ง กาแฟหมดถ้วยไปนานแล้ว เขาเริ่มค้นหาบุหรี่ในเสื้อโค๊ต แต่ก็ลืมไปว่าตัวเองพยายามเลิกสูบได้พักใหญ่เพราะลูกสาววัยเก้าขวบขอไว้ให้เลิกสูบเป็นของขวัญวันเกิดของเธอ

………………

สามนาทีผ่านไป ทุกคนที่ยืนล้อมรอบภูมิเริ่มถอนหายใจด้วยความเครียด แดนทนอยู่ไม่ไหว ต้องหันหน้าเดินหนีไปสูดอากาศด้านนอก เอทีซีฮ่องกงที่นั่งอยู่ข้างๆภูมิเพื่อคอยบอกทิศทางให้เครื่องบินพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพื่อสแตนด์บายไว้ในบริเวณที่เครื่องบินบินอยู่ เพราะไม่เห็นสัญญาณของเครื่องบินในจอเรดาร์ได้พักใหญ่

ภูมิจ้องมองจอเรดาร์แบบตาไม่กระพริบ สัญญาณบนเรดาร์สะท้อนให้เห็นเมฆก้อนมหึมาอยู่ในทิศทางที่เครื่องบินน่าจะบินผ่านพอดี มันอาจจะเป็นหายนะที่แท้จริงในวันนี้ก็ได้ แสงไฟสลัวในห้องนี้มันช่างบีบอารมณ์ของเขาเหลือเกิน เขาเริ่มคิดถึงครอบครัวของนักบิน ลูกเรือ และผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบินที่ประสบชะตากรรมอยู่ มันคงเหมือนค้อนปอนด์มาทุบหัวภูมิถ้าเขาไม่สามารถช่วยอะไรได้อีก ภูมิรู้จักครอบครัวของกัปตันรอนเป็นอย่างดีเพราะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เคยไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งกังวลเข้าไปอีก

“ Are you ok, Captain?” เอทีซีถามภูมิด้วยความห่วงใย เพราะเกรงว่าเขาจะควบคุมสติไม่อยู่
“ I’m okay , thank you. We must go on  to  help them over there.” ภูมิชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า เพื่อปลอบใจตัวเองและทีมงาน

……
……

“ได้ยินมั๊ยครับ ได้ยินมั๊ยครับ ฮ่องกงจากKinny 10 ได้ยินแล้วตอบด้วยครับ” เสียงของวิทย์ดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ ได้ยินครับ Kinny10 ชัดเจนกำลังห้า โอย ดีใจจริงๆ เป็นอย่างไรบ้างครับวิทย์” ภูมิถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทุกคนมีรอยยิ้มกลับมาอีกครั้ง
“เครื่องบินส่ายไปมาและเขย่าอย่างแรงครับ กระจกข้างหน้าผมมันเหมือนจะแตกเลยแต่ก็ไม่ใช่ เสียงเหมือนอะไรมากระแทกกระจกตลอดเวลาเลยครับ แล้วกระจกหน้ามีแสงไฟวาบเหมือนฟ้าผ่าตลอด ผมพยายามติดต่อกลับไปหลายครั้งครับ แต่ไม่ได้ยินอะไรเลย” วิทย์พยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“น่าจะเป็นเซลล์เมฆซีบี(Cumulonimbous หรือ CB)ครับ ผมขอโทษด้วยที่บอกช้าเกินไป จะได้บินหลบทัน ไม่อยากจะอธิบายวิธีการใช้เรดาร์ตรวจอากาศบนเครื่องบินครับ มันค่อนข้างซับซ้อนและต้องเรียนรู้ด้วยการบินจริงๆก่อน” ภูมิออกความเห็นให้วิทย์ฟัง

“พี่ครับ เครื่องบินมันยังลดระดับอยู่นะครับ ตอนนี้Heading270 เหมือนเดิม ผมเห็น Symbol สีขาวๆ อยู่บนหน้าจอND อยู่สองสามอัน เหมือนเครื่องบินจะบินอยู่รอบๆผม ใช่มั๊ยครับพี่”
“ ถูกต้องครับวิทย์ ทางฮ่องกงส่งเครื่องบินทหารไปบินป้องกันให้สองลำ เผื่อจะช่วยอะไรได้และรายงานสถานการณ์กลับมาให้ทางเราทราบครับ บางครั้งเครื่องบินไฟท์เตอร์อาจจะบินเข้ามาใกล้บ้างจนทำให้สัญญาณทีแคส(TCAS หรือ Traffic Collision Avoidance System)ร้องเตือนบ้าง ก็อย่าตกใจนะ”  TCAS ช่วยเตือนให้เครื่องบินที่บินเข้ามาใกล้กันจนอาจจะเฉี่ยวชนให้รีบบินห่างจากกัน หรือบางครั้งก็เพียงแจ้งให้ทราบว่ามีเครื่องบินลำอื่นที่ติดตั้งระบบ TCAS เหมือนกันบินอยู่ใกล้ๆ เพื่อเพิ่ม Situation Awareness ให้นักบิน
“โอเคครับพี่ ตอนนี้ที่ผมเห็น มันเป็นSymbol สีขาว แล้วถ้ามันเข้ามาใกล้มันจะร้องเตือนใช่มั๊ยครับ?”
“ใช่ครับ และตัว Symbol ก็จะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลือง หมายถึงต้องระวัง และถ้าเป็นสีแดงหมายถึงมีสิทธิ์ชนกันได้ถ้าไม่รีบบินหลบกัน ซึ่งนักบินจะต้องรีบบินเปลี่ยนระดับความสูงตามที่คอมพิวเตอร์แนะนำทันที” ภูมิอธิบายอย่างละเอียดให้วิทย์พอเข้าใจ
“รับทราบครับ” วิทย์กดไมค์ตอบพร้อมกับหันไปมองด้านหลังของเขา ลูกเรือกำลังพยายามช่วยชีวิตพี่มนัส นักบินผู้ช่วยที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นด้านหลังเก้าอี้นักบิน

“ วิทย์ครับ เลี้ยวขวาไปHeading 280 ครับ” ภูมิสั่งการมาตามคำแนะนำของเอทีซีฮ่องกง วิทย์หมุนปุ่ม HDG SELไปทางขวา เครื่องบินเริ่มเลี้ยวตามคำสั่งที่ป้อนให้มันอย่างนุ่มนวล
“ความเร็วเครื่องบินตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 310 น๊อต ถูกต้องมั๊ย?” ภูมิสอบถามความเร็วเครื่องบินขณะนี้ คำว่าน๊อต ย่อมาจากคำว่าน๊อตติคอลไมล์เปอร์อาวร์(Nautical mile per hour)
“ใช่ครับพี่”
“งั้นลดความเร็วลงมานิดนึงนะ หมุนปุ่มลดความเร็วที่อยู่ด้านซ้ายของปุ่ม HDG SELนะ บิดไปทางซ้ายเพื่อลดความเร็วลงมาที่ 250  น๊อตนะครับ
“รับทราบครับ สปีด250 น๊อต” วิทย์ค่อยๆหมุนปุ่มลดความเร็วลงมา รู้สึกตัวเองเหมือนนักบินบนยานอวกาศในหนังเรื่องStar trek ที่ได้รับคำสั่งจากกัปตันเคิร์กให้เปลี่ยนความเร็วและทิศทางบิน อย่างไงอย่างงั้นเลย
เครื่องบินค่อยๆบินผ่านน่านฟ้าอันมืดมืดลงไปยังพื้นดินด้านล่าง วิทย์เริ่มมองเห็นทัศนียภาพรอบๆฮ่องกง มันช่างสวยงามจริงๆ แสงไฟจากตัวเมืองช่วยปลุกให้ตัวเค้าเองรู้ว่า ของจริงกำลังใกล้เข้ามาแล้ว นี่เขากำลังจะเอานกยักษ์ลำมหึมาลำนี้บินลงจอด เขาจะทำได้เหรอ วิทย์เริ่มจิตหลอน

“ตอนนี้เราอยู่ประมาณ 40 ไมล์จากสนามบินนะ จะใช้รันเวย์ 25 ขวา สำหรับลงจอด ทิศทางลมผิวพื้นที่สนามในตอนนี้ 250 ดีกรี 5 น๊อต  ทัศนวิสัยมากกว่าสิบกิโลเมตร มีเมฆบางส่วน ไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงจอดนะครับวิทย์” ภูมิรายงานสภาพอากาศที่สนามบินให้วิทย์ฟังเป็นข้อมูล วิทย์เองพอจะเข้าใจ เขาก็เป็นนักบินเหมือนกัน

“ พี่ขอให้วิทย์ช่วยแก้ไขข้อมูลในเอฟเอ็มซีนิดนึงนะครับ”ภูมิพูดถึงเอฟเอ็มซี (Flight management computer หรือ FMC)ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่นักบินที่เลือกใช้ข้อมูลที่มีอยู่หรือป้อนข้อมูลให้แก่ระบบการบิน เพื่อใช้ในการควบคุมทิศทาง ความเร็ว ความสูง เครื่องช่วยเดินอากาศ และช่วยคำนวณอัตราการสิ้นเปลืองของน้ำมันด้วย เอฟเอ็มซีเป็นเหมือนผู้ช่วยชั้นดีเลิศของนักบิน แต่ถ้ามันเสีย เครื่องบินก็ยังบินได้เหมือนเดิม แต่นักบินต้องคำนวณและบินเอง

 “ วิทย์เห็นเอฟเอ็มซีมั๊ยครับ มันอยู่ด้านล่างข้างหน้าวิทย์เลย จอสี่เหลี่ยมที่มีปุ่มอยู่รอบๆหน้าปัทม์ของมันหน่ะ” 
“เห็นแล้วครับ ให้ผมแก้ไขอะไรครับ” วิทย์เคยเห็นมันมาบ้างในเกมไฟลท์ซิม มันใกล้เคียงกันนะ
“ โอเคครับ กดปุ่มด้านล่างที่มันบอกว่า NAV นะครับ มันจะเปลี่ยนเป็นหน้าที่เราสามารถใส่ฟรีเควนซี่ของไอแอสเอสได้ครับ เห็นมั๊ย?” 
“กดแล้วครับ มันเปลี่ยนมาหน้า NAV แล้วครับพี่ ทำงัยต่อครับ” วิทย์ทำตามที่ภูมิบอกได้อย่างคล่องแคล่ว
“ วิทย์พิมพ์คลื่นความถี่ของไอแอลเอสรันเวย์25ขวาลงไปครับ พิมพ์อย่างนี้นะ หนึ่งหนึ่งศูนย์จุดเก้าสแลชสองห้าสาม(110.9/253)”  ภูมิบอกคลื่นความถี่วิทยุสัญญาณไอแอลเอส(Instrument landing system หรือ ILS) ซึ่งเมื่อใส่ลงไปแล้ว มันจะทำการจูนวิทยุเพื่อหาสัญญาณนำร่องจากรันเวย์ที่บอกทิศทางทั้งในแกนตั้งและแกนนอนเหมือนเส้นสองเส้นตัดกันเพื่อให้เครื่องบินบินตามแนวเส้นนี้ลงมาอย่างง่ายดาย
 “ครับพี่ หนึ่งหนึ่งศูนย์จุดเก้าสแลชสองห้าสาม แล้วจะใส่มันเข้าไปยังงัยครับ ตัวเลขมันยังอยู่ด้านล่างขอจอเอฟเอ็มซีอยู่อะ” วิทย์งงนิดๆ
“วิทย์กดที่ปุ่มแรกด้านบนซ้ายครับ คลื่นความถี่ที่เราพิมพ์มันจะเข้าไปเอง ลองดูนะ”
“ครับพี่ โอเค ได้แล้วครับ มันเข้าไปแล้ว เฮ้ มันมีSymbol ขึ้นมาด้านล่างของจอ MFD ครับพี่ เป็นรูปเหมือนข้ามหลามตัดนะครับ ใช่สัญญาณล๊อคคาไลเซอร์(Localizer) หรือป่าวครับพี่?” วิทย์เริ่มคุ้นๆแล้ว มันก็เหมือนของเครื่องบินเล็กและในไฟลท์ซิมเลย
“ถูกต้องนะครับ ตอนนี้จะรับได้เฉพาะสัญญาณล๊อคคาไลเซอร์นะ สักพักถึงจะเห็นสัญญาณไกลด์สโลป (Glideslope)” ภูมิพูดถึงสัญญาณในแนวร่อนจากสนามบินที่มีมุมร่อนเหมาะสมกับการลงจอด ส่วนล๊อคคาไลเซอร์จะเป็นสัญญาณที่พาเครื่องบินบินตรงเข้าหาหัวรันเวย์ในทิศทางตรงกับทิศทางรันเวย์เลย
“ครับพี่  ตอนนี้ผมอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ35ไมล์ ใช่มั๊ยพี่?” วิทย์เริ่มอ่านเครื่องวัด ที่มุมซ้ายบนของจอMFD มีบอกระยะทางจากสนามให้ด้วย มันคือ DME หรือ Distance Measuring equipment นั่นเอง

 “ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด” เสียงเตือนดังออกมาจากลำโพงเหนือศีรษะของวิทย์ เครื่องบินเริ่มโคลงเคลง แล้วเริ่มเอียงไปด้านซ้ายโดยที่วิทย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรบนแผงควบคุม หัวเครื่องบินส่ายไปมาเหมือนว่าว วิทย์เริ่มงง มันเกิดอะไรขึ้นอีก!!!
@——————————————@

ซีซีหมวกเจ๊ก(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ภาพประกอบจาก  www.flylouisville.com


ติดตามอ่าน Survival Episode one , two,three,four,five ย้อนหลังได้ที่  www.nuckbin.blogspot.com


0————————————————————————-0

13 มกราคม 2558

TG Reform or Bankruptcy , Do or Die

TG Reform or Bankruptcy , Do or Die

เมื่อถึงวันที่ต้องหันมายอมรับความจริงว่าบริษัทที่เราเคยทำงานมานานนมจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างเนื่องจากผลประกอบการที่ผ่านมาหลายปีย่ำแย่ เงินทองที่เคยคล่องมือกันในสมัยก่อนกลับกลายเป็นฝึดเคือง งานที่เคยทำกันสบายกลับกลายเป็นยากขึ้นเรื่อยๆ สิทธิและสวัสดิการที่เคยได้กันมากลับถูกตัดไปตามสภาพคล่องของบริษัท โดยที่พนักงานเชื่อว่าปัญหาขององค์กรเกิดขึ้นเพราะผู้บริหารที่เปลี่ยนหน้ากันเข้ามาจัดการให้ดีขึ้นหรือเลวลงแล้วแต่ฝีมือของคนเหล่านั้น

การบินไทยก็เหมือนองค์กรทั่วไปในโลกที่อาจจะต้องล้มละลายหรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หากผู้บริหารระดับสูงยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ลูกน้องเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่า การเปลี่ยนแปลงคงต้องเกิดเพราะเหตุผลใด และเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วมันจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ดังนั้นทักษะในการอธิบายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เข้าใจถึงสถานการณ์ของบริษัทอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

มีตัวอย่างที่ดีที่คนการบินไทยควรศึกษา เมื่อแจแปนแอร์ไลนส์(JAL) สายการบินยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่นเกิดวิกฤติการเงินอย่างรุนแรงจนต้องประกาศล้มละลายในปีคศ.2010  รัฐมนตรีคมนาคมของรัฐบาลในสมัยนั้นร้องขอเป็นการส่วนตัวให้ผู้บริหารมืออาชีพจากบริษัทเคียวเซร่าแอนด์เทเลคอม(KDDI)ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เขาคนนั้นชื่อ คาซูโอะ อินาโมริ ตำนานนักธุรกิจระดับเวิรลด์คลาสของญี่ปุ่นและของโลก เพื่อมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของแจแปนแอร์ไลนส์ 

เพียงแค่สองปีกับอีกแปดเดือนหลังจากประกาศล้มละลาย หุ้นของJALสามารถกลับมาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นได้อีกครั้งด้วยผลประกอบการแบบวีเชพ(V- shape) ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนเป็นจำนวนมากว่าทำได้อย่างไร

ในเดือนมกราคม คศ.2010 JALเข้าสู่กระบวนการขอล้มละลายภายใต้กฏหมายฟื้นฟูนิติบุคคล ซึ่งJALยังคงทำการบินต่อไปได้ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลญี่ปุ่น สถาบันการเงินหลายแห่งยอมยกหนี้จำนวนเกือบ500 ล้านเยนให้ ในขณะที่องค์กรสนับสนุนการพื้นตัวของวิสาหกิจญี่ปุ่นเข้ามาโอบอุ้มโดยให้เงินช่วยเหลือจำนวน350ล้านเยน บริษัทสามารถฟื้นกลับมาได้มิใช่เพราะการสนับสนุนการเงินอย่างเป็นทางการจำนวนมากเท่านั้น มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่มีผลต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้น

นายอิจิโร่ ฮาร่า บรรณาธิการนิตยสาร Diamond Online ซึ่งเป็นหนังสือออนไลน์เกี่ยวกับธุรกิจ เชื่อว่า JAL เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ เพราะพนักงานของ JAL ได้เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของตนเองไปอย่างสิ้นเชิง  แทนที่จะเพียงแค่คิดถึงการหาเงินและทำธุรกิจไปเหมือนเดิมที่ผ่านมา JALได้ปฏิวัติความคิดขององค์การจริงๆ

ฮาร่าได้เข้าไปขลุกตัวอยู่เป็นปีใน JAL ในช่วงเวลากำลังเริ่มปฏิรูปบริษัท เพื่อเฝ้าสังเกตและรายงานข่าวในสิ่งที่เกิดขึ้นกับJAL เขาได้สัมภาษณ์ประธานบริษัทกิติมศักดิ์ คุณคาซูโอะ อินาโมริ  ประธานมาซารุ โอนิชิ และคุณโยชิฮารุ อุเอกิ ซึ่งเป็นผู้บริหารของ JAL รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ท่านอื่นๆอีก 30คน ฮาร่าได้รับข้อมูลโดยตรงจากพนักงาน สิ่งที่เขาได้เห็นก็คือมันเกิดการปฏิวัติในหัวใจของพนักงานJAL ทั้งหมด

และนี่คือบทสัมภาษณ์ระหว่างนายฮิโรยูกิ ซึรุโอกะ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือ JBpress กับนายอิจิโร่ ฮาร่าผู้ที่ซึ่งไปขลุกตัวอยู่ในJALเป็นปีเพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

#####################################

ซึรุโอกะ: พนักงานของJAL คิดอย่างไรเมื่อคุณอินาโมริประกาศตัวว่าจะเข้ามาปฏิรูปบริษัท

ฮาร่า: ตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นร่ำรวยทางเศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นก็หยุดตั้งคำถามถามตัวเองว่าเขาทำงานกันไปทำไมและเพื่อประโยชน์ของใคร แต่คุณอินาโมริได้ตั้งคำถามถามพวกเขาเรื่องความหมายพื้นฐานของการทำงาน สำหรับ JAL เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่มากและกินใจพนักงานของ JAL อย่างยิ่ง เมื่อพนักงานได้รับคำอธิบายจากประธานอินาโมริว่าทำไมจึงต้องประกาศล้มละลาย พวกเขาถูกทำให้เชื่อและยอมรับในความสำคัญของงานของแต่ละคน

ในตอนแรกๆพนักงานรู้สึกว่าปรัชญาใหม่และการบริหารจัดการแบบแยกส่วนรับผิดชอบเป็นเหมือนการล้างสมองพวกเขา แต่ในที่สุดเมื่อพวกเขาได้เริ่มปรับตัว ก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองตามปรัชญาใหม่ของบริษัทและระบบการสร้างผลกำไรโดยแยกเป็นส่วน(The Segmental Profitability system) ไปโดยอัตโนมัติ เรื่องประเภทการการกำหนดทิศทางธุรกิจไปในทิศทางเดียว หรือการคิดพิจารณาโดยมองจากมุมของลูกค้า หรือการบริหารจัดการตามการรับรู้ของพนักงาน เป็นสิ่งที่สามารถพบได้ในบริษัททั่วๆไป แต่ไม่ใช่สิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับJAL ผมคิดว่าการปฏิรูปในJAL ครั้งนี้ได้รับการยอมรับเพราะแผนการมันเห็นชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ซึรุโอกะ: แต่สิ่งที่คุณว่ามันน่าจะทำได้ก่อนที่คุณอินาโมริจะเข้ามาบริหารจัดการ ทำไมมันถึงมาทำสำเร็จเมื่อเขาลงมือทำ

ฮาร่า: ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือบริษัทกำลังจะเจ๊ง ความตระหนักในหายนะครั้งนี้กระตุ้นให้เหล่าพนักงานประหลาดใจว่าพวกเขาทำอะไรผิดพลาดไป และจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน พื้นฐานความคิดนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ถ้าพูดตามความเข้าใจของผมเอง การล้มละลายเหมือนเป็นการปูพื้นฐานให้พนักงานยอมรับการปฏิรูปบริษัท ซึ่งปรัชญาใหม่ของ JAL และระบบการหาผลกำไรแบ่งแยกส่วนสามารถเริ่มดำเนินการได้เลย ผมคิดว่าทั้งสองแนวทางที่กล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญ

ซีรุโอกะ: คุณประทับใจอะไรในตัวคุณอินาโมริจากการสัมภาษณ์เขา

ฮาร่า: ผมรู้สึกว่าคุณอินาโมริให้ความสำคัญกับคำพูดอย่างยิ่ง เขาไม่พยายามที่จะทำให้คุณเชื่อมั่นด้วยวิธีที่เขาพูด แต่เขาจะพิจารณาอย่างระมัดระวังในการเลือกใช้คำเพื่อทำให้ผู้รับฟังเข้าใจอย่างถ่องแท้และยอมรับสิ่งที่เขานำเสนอ คนญี่ปุ่นเชื่อในการสื่อสารจากใจสู่ใจ ผู้จัดการต่างถูกบังคับให้ต้องถ่ายทอดความคิดและค่านิยมขององค์กรไปสู่ผู้คนจำนวนมากซึ่งแน่นอนว่ามันต้องใช้คำพูดอธิบาย คุณไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผู้รับฟังจะเข้าใจในสิ่งที่คุณบอกเป็นนัยยะหรือเพียงแค่ร้องขอให้ทำตามที่คุณพูดได้ ผมเชื่อว่าการเลือกใช้คำพูดเป็นสิ่งสำคัญอย่างแท้จริง

ซีรุโอกะ: แสดงว่าคำอธิบายเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการบริษัท ถูกต้องมั๊ยครับ

ฮาร่า: ผมคิดว่าผู้จัดการที่เก่งและดีจะมีวิธีพูดที่ดี พวกเขามีวิสัยทัศน์ว่าต้องการให้บริษัทเป็นรูปแบบใด จากนั้นก็ส่งความคิดความอ่านของตนไปยังเพื่อนร่วมงานของตน เพื่อให้เกิดศรัทธาและทำตามที่คิดไว้ การทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่วางไว้ ซึ่งผมคิดว่ามันสำคัญมากๆ

ซึรุโอกะ: บริษัทอื่นๆสามารถเรียนรู้อะไรจากการปฏิรูปของ JAL ในครั้งนี้ครับ

ฮาร่า: ถ้าบริษัทของคุณใกล้จะล้มละลาย พนักงานถึงจะเริ่มรู้สึกถึงวิกฤติ แต่มันสายเกินแก้แล้ว ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงในขณะที่มันยังอยู่รอดได้ดีเพื่อปรับเข้าหาสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ มันยากที่จะทำตัวให้รู้สึกเหมือนวิกฤติในยามที่มันปรกติสุขดี JAL สามารถที่จะอยู่รอดได้(ต้องขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นด้วยนะ) แต่บริษัททั่วๆไปคงไม่สามารถเรียกร้องหาความช่วยเหลือได้แบบที่JAL ได้รับ ดังนั้นพนักงานจะต้องสร้างความรู้สึกเหมือนจะเกิดวิกฤติในผลประกอบการบริษัทของตัวเองและตระหนักถึงปัญหาล่วงหน้าก่อนที่มันจะสายเกินไป ผมคิดว่าคำพูดจากพนักงานของ JAL เกี่ยวกับความล้มเหลวของบริษัทและการลุกขึ้นยืนได้ใหม่อีกครั้ง มันได้บอกใบ้คำตอบที่คุณได้ถามผมแล้วครับ

#####################################

ข้อมูลจาก www.jbpress.ismedia.jp
ภาพประกอบจาก www.chicagopolicyreview.org
ให้เสียงภาษาไทยโดย พันธมิด


ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบินและนักบินได้ที่ www.nuckbin.blogspot.com

12 มกราคม 2558

Survival (Episode Five)

Survival (Episode Five)

0330 น. (1930 UTC)
โรงแรมแห่งหนึ่ง ใกล้สนามบินเชคแลปก๊อก ฮ่องกง

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง .............
เสียงโทรศัพท์ของโรงแรมปลุกให้ผู้ชายคนหนึ่งตื่นจากภวังค์ในทันที
“ อะไรของแม่งวะ นี่มันยังไม่ถึงเวลาเวคอัพคอลล์ (Wakeup Call) นี่?” ภูมิสบถด่าด้วยความโมโหเมื่อเหลือบไปเห็นเวลาในนาฬิกาปลุกข้างเตียง

“ Good morning sir, I’m so sorry to wake you up before the actual wakeup call. Your ground staff told me that he needs your help right now. (อรุณสวัสดิ์ค่ะท่าน ต้องขออภัยที่ต้องปลุกท่านให้ตื่นก่อนเวลา เจ้าหน้าที่ภาคพื้นของสายการบินของท่านบอกว่าต้องการความช่วยเหลือด่วนจากท่านค่ะ)” เสียงโอเปเรเตอร์พูดโทรศัพท์แบบสำเนียงอังกฤษปนจีนเล็กน้อย

กัปตันภูมิ อายุอานามเกือบห้าสิบปีแล้ว รูปร่างสันทัด ผิวเข้ม ตาคมเหมือนเหยี่ยว ผมดำแซมขาวแบบฝรั่ง อดีตนักบินกองทัพอากาศที่เคยบินเครื่องบินลำเลียงมาก่อนหลายปีก่อนจะลาออกมาเมคมันนี่ เมื่อวานนี้เขาเพิ่งบินลงมาตามตารางบินในตอนเย็นเพื่อที่จะบินกลับไปตอนเช้าตรู่ของวันนี้ ลูกเรือของเขาบินมารออยู่ก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อวานตอนสายๆ

“ สวัสดีครับกัปตันภูมิ ผมแดนเองครับ รบกวนเวลาพักผ่อนครับ เรื่องด่วนจริงๆ” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่สนามบินเช๊คแล๊ปก๊อกฮ่องกงของกินรีแอร์ส่งเสียงมาตามสายด้วยน้ำเสียงกังวล
“ มีเรื่องอะไรเหรอแดน ซีเรียสเลยเหรอ ผมต้องบินกลับเช้านี้นะ จะไหวเหรอ” ภูมิห่วงเรื่องที่เขาต้องทำหน้าที่บินกลับไฟลท์เช้าตรู่
“เกิดเรื่องแล้วครับ กัปตันคนเดียวครับที่สามารถช่วยได้ในตอนนี้ เครื่องบินของเราที่กำลังบินไปโตเกียว เกิดปัญหาขึ้นครับ นักบินทั้งคู่ไม่สามารถบินได้เพราะบาดเจ็บจากเทอร์บิวเล๊นซ์รุนแรง ผู้โดยสารบาดเจ็บสาหัสสองคน มีบาดเจ็บเล็กน้อยอยู่อีกประมาณสิบห้าคน รวมถึงลูกเรือของเราด้วยครับ” แดนรายงานเหตุการณ์อย่างคร่าวๆให้ภูมิฟัง
“เฮ้ย แล้วนักบินไม่ได้นั่งรัดเข็มขัดอยู่เหรอ บาดเจ็บทั้งคู่เนี่ยนะ” กัปตันภูมิพยายามถามคำถามเพื่อหาความจริง
“นักบินผู้ช่วยรายงานว่ากัปตันขอออกไปเข้าห้องน้ำพอดีในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ครับ เลยบาดเจ็บสาหัส ลูกเรือกำลังช่วยกันปฐมพยาบาลครับ”
“แล้วนักบินผู้ช่วยหล่ะ เราทุกคนถูกฝึกมาให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในกรณี Pilot Incapacitation นี่? เขาน่าจะสามารถนำเครื่องกลับมาลงได้นะ เครื่องบินบินอยู่บริเวณไหนตอนนี้?” Pilot Incapacitation หมายถึงนักบินคนใดคนหนึ่งมีปัญหาทางร่างกายหรือทางจิตใจที่ไม่สามารถทำการบินได้
“เครื่องบินอยู่ห่างจากสนามบินฮ่องกงประมาณสามสิบนาทีทางตะวันออกเฉียงใต้ครับ ปัญหามันหนักกว่านั้นครับกัปตัน คือนักบินผู้ช่วยเองก็บินไม่ได้แล้วตอนนี้ อาการโรคหัวใจกำเริบครับผม ทางเอทีซีฮ่องกงแจ้งผมว่านักบินผู้ช่วยรู้ตัวว่าจะบินไม่ไหวแล้วจึงได้รีบแจ้งก่อนที่จะเงียบไป” แดนเฉลยปัญหาใหญ่ให้ภูมิฟัง
“แล้วผมจะทำอะไรได้อ่ะ เค้ามีนักบินที่ไม่แอคทีฟ (Active) อยู่บนเครื่องมั๊ยครับ?” Active หมายถึงได้รับมอบหมายให้ทำงานอยู่ ณ ปัจจุบัน ถ้าไม่ได้บิน แค่เดินทางไปด้วย เรียกว่า  Passive 
“ไม่มีครับ แต่โชคดีที่มีคนไทยคนนึง เค้าบอกลูกเรือว่าเป็นนักบินฝึกหัดเครื่องบินใบพัดลำเล็กๆที่ออสเตรเลีย เป็นคนที่ตอบวิทยุกลับมาครับว่ากำลังนั่งอยู่ในค๊อกพิท”
“พระเจ้า จะไหวหรือนั่น แต่ก็ยังดีนะยังมีคนพอเข้าใจศัพท์การบิน ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมขอแต่งตัวสิบนาที คุณแดนส่งรถมารับผมเลยนะที่หน้าโรงแรม” กัปตันภูมิรีบตอบรับและสั่งการทันทีตามความคุ้นเคยและหน้าทีที่ทำเป็นประจำ

0350 น. (1950 UTC)

หอบังคับการบิน สนามบินเช็คแล๊ปก๊อก ฮ่องกง

“ Kinny 10 จากฮ่องกง ได้ยินวิทยุแล้วตอบด้วย, Kinny 10 จากฮ่องกง ได้ยินวิทยุแล้วตอบด้วย” กัปตันภูมิเรียกวิทยุขึ้นไปเพื่อพยายามช่วยเหลือ  คำว่า Kinny เป็นคอลล์ไซน์(Callsign) ของสายการบินกินรีแอร์ที่ใช้เรียกขานกันระหว่างเอทีซีกับนักบิน แดนถือแก้วกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลแก้วใหญ่มาให้ภูมิเพื่อแก้ง่วง

“ ครับผม ผมวิทย์ครับ นักบินทั้งคู่บินไม่ได้แล้วครับ กัปตันบาดเจ็บสาหัส นอนอยู่ด้านนอก ส่วนนักบินผู้ช่วยนั่งสลบอยู่ข้างๆผมเนี่ยครับ ผมนั่งอยู่เก้าอี้ซ้ายมือครับ” วิทย์รู้สึกดีขึ้นที่ได้คุยโต้ตอบเป็นภาษาไทยถึงแม้ว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควรก็ตาม ศัพท์การบินหลายคำเขาเองก็ไม่รู้ ถ้าเอทีซีฮ่องกงบอกมาแล้วเขาทำอะไรผิดๆไปคงจะแย่แน่เลย

“ ผมกัปตันภูมินะ เป็นนักบินของกินรีแอร์ เดี๋ยวผมจะช่วยให้คุณวิทย์พาเครื่องบินลงมาจอดที่ฮ่องกงนะครับ สู้มั๊ยคุณวิทย์?” ภูมิดีใจสุดๆที่มีคนตอบวิทยุกลับมาได้ ตอนนี้เอทีซีฮ่องกงบล๊อคคลื่นความถี่ที่กำลังคุยกันอยู่นี้ให้ใช้ระหว่างภูมิกับวิทย์เท่านั้นโดยแจ้งเครื่องบินลำอื่นให้เปลี่ยนไปใช้ความถี่สำรองแทนทุกลำเพื่อมิให้รบกวนการสนทนาที่หมายถึงชีวิตคนเกือบสามร้อยบนเครื่องบิน รวมไปถึงเรดาร์เวคเตอร์เครื่องบินทุกลำให้ห่างจากเครื่องบินของวิทย์ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

“กัปตันเรียกผมว่าวิทย์เฉยๆก็ได้ครับ ผมใฝ่ฝันอยากเป็นนักบินอย่างกัปตันมานานแล้วครับ ไม่นึกว่ามันจะเป็นจริงแบบนี้ กัปตันช่วยแนะนำผมด้วยนะครับ แผงควบคุมกับสวิชท์ต่างๆในค๊อกพิทมันเยอะมากไม่เหมือนในไฟลท์ซิมที่ผมเคยเล่นมาบ้าง กลัวจะหาไม่เจออ่ะครับ” วิทย์ค่อยๆบอกข้อมูลที่ตัวเองรับทราบอยู่ในขณะนี้

“ ไม่เป็นไรครับวิทย์ เรียกผมภูมิเฉยๆก็ได้นะครับ วิทย์รู้มั๊ย คุณกล้าหาญมากนะ ผมนับถือน้ำใจคุณเลย เราจะช่วยกันพาเครื่องบินกลับมาลงให้ได้ นักบินกับผู้โดยสารที่บาดเจ็บเป็นอย่างไรบ้างครับวิทย์”

“กัปตันศีรษะแตกเลือดไหลค่อนข้างมาก และไม่สามารถขยับตัวได้ครับต้องนอนอยู่บนเก้าอี้บีซีด้านนอก มีลูกเรือช่วยดูแลอยู่ ส่วนพี่โคไพล๊อตนั่งฟุบอยู่บนเก้าอี้หน่ะครับ พอรู้สึกตัวและยังหายใจอยู่ สายรัดเข็มขัดรั้งพี่เค้าไว้ไม่ให้ตัวเค้าบล๊อกคันบังคับครับ ส่วนผู้โดยสารที่บาดเจ็บ พี่เพอร์เซอร์เล่าว่ามีรุนแรงที่สุดคือศีรษะแตกและเจ็บซี่โครงเพราะหล่นลงมาบนพนักพิงครับพี่ภูมิ แต่ยังพอปฐมพยาบาลเบื้องต้นกันได้” วิทย์ กัปตันจำเป็นในวันนี้รายงานให้ภูมิทราบอย่างละเอียด

“คุณวิทย์บอกให้ลูกเรือช่วยนำพี่โคไพล๊อตออกจากที่นั่งไปปฐมพยาบาลโดยด่วนนะครับ แต่ถ้าเลื่อนออกไปไม่ได้จริงๆ ให้เลื่อนคันบังคับข้างเก้าอี้โคไพล๊อตให้ไปอยู่ตำแหน่ง LOCK นะครับ สายรัดไหล่จะดึงตัวโคไพล๊อตไว้ไม่ให้ตัวโน้มไปบล๊อคคอนโทรลคอลัมน์(Control Column)ได้ แล้วให้ลูกเรือเข้ามาช่วยดูแลนะ” กัปตันภูมิแนะนำไปตามวิธีการปฏิบัติในกรณีดังกล่าว

“รับทราบครับ แล้วให้ผมทำยังงัยต่อครับพี่?” วิทย์ถามต่อ
“ จากจอ Secondary radar ที่หอบังคับการบินเห็นว่าเครื่องบินของเราอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 150 ไมล์ทะเล ถือเข็มบินไปทางตะวันออก Heading 075 ที่ความสูงสามหมื่นเจ็ดพันฟุต วิทย์ลองดูสิครับว่าใช่มั๊ย?
“ ดูตรงไหนครับพี่ภูมิ ใช่ตรงจอแอลซีดีด้านหน้าผมนี่ใช่มั๊ยครับ อ่อ เจอแล้ว ใช่ครับ Heading 076 ความสูงสามหมื่นเจ็ดพัน ผมเห็นแล้วครับ” วิทย์ตาไว้ใช้ได้เลย
“Well done ครับวิทย์ จอแอลซีดีมีสองจอนะครับ จอซ้ายเรียกว่า Multifunction Display หรือเรียกย่อว่า จอ MFD นะครับ มันจะบอกท่าทางปัจจุบันหรือ Attitude บอกความสูงของเครื่องบินที่บริเวณด้านขวาของจอ และบอกความเร็วของเครื่องบินที่บริเวณด้านซ้ายของจอครับ วิทย์ครับตอนนี้ความเร็วเครื่องบินอยู่ที่เท่าไหร่ครับ?” กัปตันภูมิเริ่มแนะนำอย่างต่อเนื่องแบบขั้นแอดว้านซ์เพราะเข้าใจว่าวิทย์มีความรู้การบินพอสมควร

“ เอ่อ อยู่ที่จุดแปดสี่ครับพี่ ใช่มัคนัมเบอร์หรือปล่าวครับ?” วิทย์เดาไปตามความรู้ที่มี 
“ถูกต้องครับวิทย์ เราบินสูง จึงบินโดยวัดความเร็วเป็นมัคหรือความเร็วเสียงครับ เก่งนะ เอาหล่ะ ทีนี้พี่จะอธิบายต่อ จอแอลซีดีด้านขวา เรียกว่า Navigation Display หรือ ND มันจะบอกทิศทางของเครื่องบินและสามารถเห็นเส้นทางบินที่เราป้อนให้มันตั้งแต่ก่อนเครื่องบินขึ้นครับ Heading 076 ใช่มั๊ยครับที่วิทย์เห็น” ภูมิถามเพื่อยืนยัน

“ใช่ครับกัปตัน ดูจากแผนที่บนจอND นี่ผมเห็นว่าสนามบินVHHH มันเลยไปแล้วใช่มั๊ยครับ VHHH นี่ใช่ฮ่องกงหรือป่าวพี่?” วิทย์คุ้นๆอยู่
“ถูกต้องครับวิทย์ เราต้องเลี้ยวกลับมาลงพร้อมกับลดระยะสูงโดยด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและรักษาขีวิตทุกคนเอาไว้ พร้อมมั๊ยวิทย์?” ภูมิเริ่มจริงจังกับคำสั่งต่อจากนี้ไป
“ ครับพี่ภูมิ ผมจะพยายามครับ ผมไม่ค่อยได้ยินที่พี่พูดเท่าไหร่ครับ ทำยังงัยดี?”
“เร่งโวลุ่มที่แผงควบคุมวิทยุที่อยู่ตรงคอนโซลกลางด้านล่างระหว่างเก้าอี้นักบินทั้งสองตัวนะครับ ตรงตำแหน่ง VHF1 มีปุ่มปรับความดังของวิทยุอยู่ด้านล่างของสวิตช์ หมุนปุ่มไปทางขวามันจะดังขึ้น แล้ววิทย์เอา Boomset  ที่แขวนอยู่ด้านข้างเก้าอี้มาสวมหูนะครับ จะได้ช่วยให้ได้ยินชัดขึ้น ฟังเสียงจากลำโพงในค๊อกพิทมันจะมีเสียงรบกวนเยอะ แล้วพี่ขอให้วิทย์เปลี่ยนการพูดวิทยุจากการใช้แฮนด์ไมโครโฟน (Hand Microphone) มาเป็นพูดจากไมโครโฟนบน Boomset แทนนะ เวลากดพูดให้กดสวิตช์ที่อยู่บนคอนโทรลคอลัมน์ด้านหน้าเรา สวิตช์มันหลบอยู่ด้านหลังของคอนโทรลคอลัมน์ มันอยู่ทางซ้าย ลองหาสิครับ เจอมั๊ย แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่เป็นไร ใช้ฟังจาก Boomset  แต่พูดวิทยุผ่านแฮนด์ไมค์ก็ได้ ” กัปตันภูมิจินตนาการภาพตามไปเรื่อยๆเพื่อแนะนำวิทย์

“เจอแล้วครับกัปตัน ผมลองส่งดูนะ Radio check, how do you read me?” วิทย์พอพูด Radio phraseology ได้บ้าง
“ I read you five ครับ เยี่ยมเลยวิทย์ เอาหล่ะ ทีนี้เราจะเลี้ยวกลับนะครับ วิทย์เห็นแผงควบคุมการบินบน Glareshield ด้านหน้ามั๊ยครับ ที่มีปุ่มอยู่หลายๆปุ่ม เห็นที่เขียนว่า Heading select มั๊ยครับ?” Glareshield หมายถึงบริเวณแผงวงจรด้านหน้าที่อยู่ในระดับสายตานักบิน ซึงจะมีปุ่มควบคุมการบินติดตั้งอยู่
“เจอแล้วครับพี่ ทำยังงัยต่อครับ?” วิทย์เริ่มคุ้นเคยกับเครื่องบินทีละนิด
“กดปุ่มนั้นลงไป ให้เห็นว่าด้านบนของหน้าจอ MFD ที่จะมีตัวหนังสือบอกว่าเครื่องบินอยู่ใน Mode ไหนในการบินทั้งในแกนตั้ง แกนนอน และ Mode ของระบบควบคุมเครื่องยนต์อัตโนมัติ  ตัวหนังสือที่แสดงให้เห็น Modeในแกนนอนจะเปลี่ยนจากคำว่า LNAV เป็น HDG SEL เห็นมั๊ยครับ ลองดูนะ”
“ครับ กดแล้ว จอ MFD เปลี่ยนเป็น HDG SEL แล้วครับ ยังงัยต่อ?” วิทย์หัวไวกว่าที่ภูมิคิดมาก
“เยี่ยมเลย ทีนี้น้องหมุนปุ่มที่กดเมื่อกี้ไปทางซ้าย Heading 270 ครับ เราจะเลี้ยวกลับมาที่สนามบินกันนะ” 
“ โอเคครับ Heading 270 เครื่องเริ่มเลี้ยวแล้วครับพี่ภูมิ” วิทย์รู้สึกภูมิใจที่ทำสำเร็จ
“ ดีมากครับวิทย์ สุดยอดเลยน้อง ทีนี้วิทย์มองหาปุ่มบนGlareshield อีกที ปุ่มติดกับ Heading select เมื่อกี้อ่ะ เห็นปุ่ม ALTITUDE มั๊ยครับ มันคือปุ่มหมุนเพื่อตั้งค่าความสูงที่ต้องการจะบินนะครับ วิทย์หมุนมันไปที่ความสูง 10000 เลยครับ เจอมั๊ย?” 
 “ Altiude เจอแล้วครับ  ผมหมุนไปที่ 10000 แล้ว ไม่เห็นมันลงเลยพี่ “ วิทย์สงสัยทำไม่มันไม่ลดระยะสูง
“ ใจเย็นครับ วิทย์มองหาปุ่ม LVL CHG บนแผงควบคุมเดิมนะ ปุ่มมันอยู่เยื้องมาด้านซ้าย เห็นมั๊ยครับ กดปุ่มนั้นเลยครับ เครื่องจะเริ่มลดระยะสูงเอง วิทย์จะเห็นว่าทรัสต์ลีเวอร์ (Thrust Lever) ทั้งสองอันที่อยู่คอนโซลตรงกลางมันจะถอยลงมาช้าๆเอง เครื่องยนต์จะผ่อนลงมาเพื่อให้เครื่องบินลดระดับนะครับ เห็นมั๊ย?”
“ โอเคแล้วครับพี่ เครื่องบินลดความสูงแล้ว สุดยอดเลยอ่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” วิทย์เผลอดีใจออกมาทั้งๆที่เพิ่งเริ่มต้นมหากาพย์เอง หูของเขาเริ่มอื้อเพราะความกดอากาศในเครื่องเริ่มเปลี่ยนแปลง และเป็นเพราะวิทย์มีอาการภูมิแพ้อยู่แล้ว เขาจึงเซ้นซิทิฟกับความเปลี่ยนแปลงความกดอากาศอย่างมาก 

“ ดีมากครับวิทย์ ทีนี้ลองมองออกไปด้านหน้านะ พี่หมายถึงนอกเครื่อง มองเห็นเมฆบ้างมั๊ย เอทีซี(Air traffic controller) รายงานว่ามีเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ลูกใหญ่อยู่ในบริเวณที่วิทย์กำลังจะบินผ่าน มันอาจจะมีฟ้าแล่บฟ้าผ่าให้เห็นเลยนะในตอนกลางคืน “ กัปตันภูมิรีบแจ้งให้วิทย์รู้ทันทีที่เอทีซีฮ่องกงเดินมาบอกถึงอันตรายที่อาจจะมีผลต่อการบิน

ยังไม่ทันที่วิทย์จะได้มองออกไป เครื่องบินเริ่มสั่นสะท้านอย่างแรงอีกครั้ง แสงไฟวาบเหมือนฟ้าแล่บเกิดขึ้นบนกระจกหน้าของเครื่องบิน เสียงเหมือนเม็ดอะไรที่มีขนาดเล็กหลายๆเม็ดวิ่งมาชนกระจกอย่างต่อเนื่องจนอื้ออึงไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นอีก!!!

@——————————————@

ซีซีหมวกเจ๊ก(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ภาพประกอบจาก  www.truthbeforedishonor.wordpress.com

11 มกราคม 2558

Survival (Episode Four)

Survival (Episode Four)

0157 น. (1857 UTC)

แก้วที่มีน้ำเปล่าอยู่ค่อนแก้ว หกรดบนตัววิทย์  ไอแพดตัวโปรดที่ถูกเสียบไฟชาร์จอยู่ในขณะที่วิทย์กำลังพยายามงีบหลับลอยละลิ่วขึ้นไปกระแทกชั้นเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะแล้วร่วงหล่นลงมาเหมือนเศษกระดาษ

วิทย์ตื่นขึ้นมาอย่างงงๆ หันไปมองสาวแนนเพื่อนร่วมทางที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอยังดูโอเคอยู่แต่นั่งนิ่งไม่ขยับ 
 “คุณแนน เป็นยังงัยบ้าง โอเคมั๊ยครับ?”
“ ค่ะ เกิดอะไรขึ้นคะ เราจะตายกันมั๊ย?” เสียงของแนนสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
“ทำใจดีๆไว้นะครับ เครื่องบินน่าจะยังปกติอยู่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเคลียร์แอร์เทอร์บิวเล็นซ์ (Clear Air Turbulence) ที่แรงมาก คุณเจ็บตรงไหนหรือป่าว?”
“ไม่ค่ะ แนนแค่กลัวเท่านั้น ไม่รู้เพื่อนร่วมงานของแนนเป็นงัยบ้างก็ไม่รู้?” 
“ ถ้ารัดเข็มขัดที่นั่งไว้คงไม่เป็นอะไรมากครับ ผมหวังว่าอย่างนั้นนะ” วิทย์พูดให้กำลังใจแนน

สัญญาณรัดเข็มขัดที่นั่งถูกเปิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงชั่วอึดใจ แต่ก็ช้าเกินไปสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว แอร์โฮสเตสคนหนึ่งที่ลงไปนั่งอยู่ที่พื้นข้างๆวิทย์พยายามจะลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ผู้โดยสารที่ว่างอยู่ด้วยท่าทางที่เกร็งๆเพราะไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดแรงกระแทกขึ้นอีกหรือไม่ วิทย์มองเห็นแววตาที่หวาดกลัวของแอร์คนนั้น ดูท่าจะแย่พอๆกับแนน วิทย์เดาว่าเธอคงจะไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน

เครื่องบินที่สั่นสะท้านและเหวี่ยงไปมาเริ่มจะนิ่ง ผู้โดยสารบางคนส่งเสียงร้องด้วยความกลัว บางคนตะโกนโหวกเหวกร้องขอความช่วยเหลือจากลูกเรือเพราะเพื่อนหรือญาติพี่น้องบาดเจ็บจากแรงกระแทก หลายคนที่น่าจะไม่ได้รัดสายเข็มขัดลอยขึ้นจากที่นั่งไปกระแทกชั้นวางสัมภาระและเพดานห้องผู้โดยสาร แสงไฟในเคบินถูกเปิดขึ้นบางส่วนหลังจากถูกปิดลงเพื่อให้ผู้โดยสารพักผ่อนในยามค่ำคืน ทำให้มองเห็นภาพต่างๆในเคบินชัดเจนขึ้น ข้าวของในชั้นเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะหล่นกระจัดกระจายออกมา สัมภาระร่วงหล่นใส่ศีรษะผู้โดยสารที่กำลังหลับไหลจนบาดเจ็บเล็กน้อยไปหลายคน โชคดีตรงที่ส่วนใหญ่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ของตัวเอง ไม่มีคนเดินไปมาเหมือนช่วงแรกที่เพิ่งวิ่งขึ้นมาจากกรุงเทพ


0210 น.( 1910 UTC )

…..
“ Are there anyone being a pilot? Please identify yourself to our cabin crew. มีผู้โดยสารท่านใดเป็นนักบินบ้างค่ะ กรุณาแจ้งต่อพนักงานต้อนรับด้วยค่ะ” เสียงประกาศผ่านระบบกระจายเสียงบนเครื่องบิน(Passenger announcement system) ค่อนข้างตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นมาหลังจากสัญญาณรัดสายเข็มขัดดับลงได้สักพักหนึ่ง

“คุณวิทย์ นักบินเป็นอะไรรึป่าวคะเนี่ย ตายแน่ๆเลย” แนนเริ่มออกอาการกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“ใจเย็นๆครับแนน มันน่าจะไม่ถึงกับไม่มีใครขับเครื่องบินอยู่หรอกนะ ปกติมีนักบินสองคนช่วยกันในค๊อกพิท ถ้าคนใดคนนึงเป็นอะไร อีกคนก็ยังสามารถเอาเครื่องบินลงได้นะครับ” วิทย์พยายามอธิบายให้แนนเข้าใจเพื่อให้เธอคลายความกังวล
“แล้วทำไมเค้าต้องประกาศหานักบินหล่ะคะ หรือว่านักบินบินไม่ได้แล้วทั้งคู่” เธอตั้งข้อสังเกตุขึ้นมา
“ถึงแม้ว่าจะบินไม่ได้ทั้งคู่ ระบบอัตโนมัติ (Autopilot) มันก็ยังคงรักษาท่าทางเครื่องบินเอาไว้ได้ครับ มันน่าจะยังโอเคอยู่นะ “ วิทย์เองชักจะกังวลเหมือนที่แนนสงสัย

สิ้นเสียงประกาศไปเกือบห้านาที ไม่มีใครตอบรับเลยว่าเป็นนักบิน วิทย์เองก็ลังเลที่จะแสดงตัว เขาเองเป็นแค่นักบินเครื่องบินลำเล็กๆที่ยังฝึกอยู่อีกต่างหาก มันจะดีพอสำหรับการควบคุมเครื่องบินลำใหญ่ขนาดนี้เหรอ ถึงแม้จะเป็นฝันสูงสุดของเขา แต่นี่มันเรื่องฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับชีวิตคนหลายร้อยนะ จะไหวเหรอ วิทย์เริ่มสับสนตัวเอง

“คุณเป็นนักบินไม่ใช่เหรอคะ ลองบอกเค้ามั๊ย?” แนนจำที่วิทย์เล่าให้ฟังระหว่างทานอาหารก่อนที่จะเริ่มพักผ่อน เธอจำได้ว่าวิทย์บอกว่าอยากเป็นนักบินแอร์ไลนส์แต่ติดที่ต้องช่วยงานของพ่อ

“ผมไม่แน่ใจตัวเองครับว่าจะรับมือได้หรือป่าว เครื่องบินลำนี้แบบนี้ผมเคยเล่นในไฟลท์ซิมอยู่สองสามครั้ง แต่มันซับซ้อนกว่าที่ผมคิดเยอะนะของจริง อีกอย่างนึงอาจจะมีนักบินตัวจริงอยู่บนเครื่องนี้ก้อได้นะ”
“มันคงไม่มีหรอกค่ะ ป่านนี้คงได้ไปแล้ว ถึงจะมีจริงก็อาจจะบาดเจ็บอยู่” แนนพูดเหมือนจะบีบให้วิทย์ลองอาสาตัวเอง

วิทย์หลับตาลงชั่วขณะ เขานึกถึงครูบาอาจารย์ตั้งแต่เด็ก ครูประจำชั้นสมัยมัธยมที่เป็นไอดอลของวิทย์เคยสอนว่า สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เมื่อมีโอกาสควรเสนอตัวอย่างกล้าหาญทำประโยชน์เพื่อคนอื่นบ้าง ไม่แน่ว่ามันอาจจะช่วยชีวิตคนอื่นได้ 

“คุณครับ ผมพอจะช่วยได้มั๊ยครับ ผมกำลังฝึกขับเครื่องบินเล็กอยู่” ในที่สุดวิทย์ตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเสนอตัวเองเพื่องานนี้
“โหย ดีใจจังเลย ขอบพระคุณอย่างสูงเลยนะคะ เอ้ย! นะครับท่าน เอ่อรบกวนทราบชื่อด้วยครับ” เพอร์เซอร์แอนละล่ำละลักพูดด้วยความตื่นเต้นที่หานักบินเจอสักคน

วิทย์เดินตามแอร์เพอร์เซอร์แอนจากด้านหลังของเครื่องบินอย่างระมัดระวัง ผ่านกองกระเป๋าระเกะระกะ ผู้โดยสารบางคนยังนอนกุมศีรษะเลือดอาบอยู่บนพื้น ลูกเรือและผู้โดยสารที่ไม่เป็นไรต่างพยายามช่วยกันรักษาพยาบาลคนเจ็บ เขาเดินผ่านที่นั่งในโซนบีซี (Business class) ที่มีที่นั่งว่างอยู่บ้าง หนึ่งในนั้นก็คือครอบครัวของแหวน เพื่อนของวิทย์เอง คุณพ่อของแหวนน่าจะบาดเจ็บพอสมควร สงสัยว่าจะไม่ได้รัดเข็มขัดที่นั่งตามสไตล์คนแก่หัวดื้อที่ใครจะเตือนก็ไม่ฟัง วิทย์เคยเห็นผู้โดยสารเชื้อสายจีนที่ไม่ยอมรัดเข็มขัดที่นั่งทั้งๆที่แอร์พยายามเตือนแล้วเตือนเล่า เหตุการณ์วันนี้มันพิสูจน์อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับความตระหนักในความปลอดภัยของผู้คนในแต่ละประเทศ

“คุณวิทย์รอซักครู่นะคะ” เพอร์เซอร์แอนหันมาบอกให้วิทย์รออยู่หน้าประตูค๊อกพิทเพื่อติดต่ออินเตอร์โฟน(Cabin Interphone) ขออนุญาตเข้าไปในนั้น

เพอร์เซอร์แอนกดปุ่มรหัสประตูค๊อกพิทเพื่อขอเข้าไป รหัสถูกต้อง ไฟสัญญาณที่หน้าประตูกลายเป็นสีเขียวบอกว่าสามารถผลักเข้าไปได้ 
ทันทีที่ประตูค๊อกพิทถูกเปิดออก  วิทย์เห็นภาพที่ซีเรียสกว่าที่เขาเองคาดคิดไว้ !!!!
——————————————

ซีซีหมวกเจ๊ก(โปรดติดตามตอนต่อไป)


ภาพประกอบจาก www.miriadna.com

8 มกราคม 2558

Survival (Episode three)

Survival (Episode three)


2356 น. (1656 UTC)

“V1…. Rotate” 

เครื่องบินลอยขึ้นอย่างช้าๆ กัปตันรณภพคอลล์เอ้าท์( callouts)ตามปกติในฐานะ Pilot monitoring  นักบินมนัสทำหน้าที่บินในไฟลท์ขาไปซึ่งวันนี้เป็นวันครบรอบอายุ 59 ปีของมนัส ลูกสาวคนเดียวของเขาตามมาด้วยไฟลท์นี้ในฐานะผู้โดยสาร

“ พี่ว่ามันสั่นแปลกๆนะตอนเก็บเกียร์ (Landing gear) นานผิดปกติ ว่ามั๊ย?” มนัสตั้งข้อสังเกตุหลังจากเอานิ้วกดปุ่ม Autopilot ที่แผง Mode control panel ด้านหน้า

“ผมก็รู้สึกเหมือนกันพี่มนัส แต่นักบินชุดที่แล้วที่เค้าบินเครื่องลำนี้บอกว่ามันสั่นเหมือนปกติ เพราะมันเป็นมานานแล้ว ไม่ยักกะมีใครลงล๊อกนะ ”  รอนเห็นด้วย ล๊อกคือ Aircraft maintenance log สมุดปูมที่นักบินสามารถตรวจสอบอาการต่างๆที่ผิดปกติและสามารถเขียนบอกช่างให้แก้ไขได้

“ มีคอมเพล้นท์(Complaints)ที่ยังไม่แก้ไขอยู่เรื่องนึงครับพี่มนัส เวทเทอร์เรดาร์ซีสเต็มทู(Airborne weather radar system2)เสีย รออะไหล่อยู่ ดิวเดท( Due date) เสาร์หน้าแหนะ เวรกรรม” รอนบ่นออกมาให้รุ่นพี่ฟัง
“ก็ยังโอเคนะ มีเรดาร์เหลือให้ใช้อีกตัว พอทน” มนัสออกความเห็นในเชิงบวก
“ถ้าวันนี้มันเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ผมคงสบายใจกว่านี้” รอนอดกังวลไม่ได้

เครื่องบินลำใหญ่สองเครื่องยนต์ที่พาผู้โดยสารเกือบสามร้อยชีวิตรวมทั้งลูกเรือ ค่อยทะยานขึ้นไปที่ความสูงสามหมื่นเจ็ดพันฟุตเหนือระดับน้ำทะเล พยากรณ์อากาศที่ได้รับจากพนักงานอำนวยการบินของบริษัท(Flight Dispatcher) บอกว่าจะมี Clear air turbulence สักประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องบินลงที่โตเกียว นอกจากนั้นไม่มีอะไรพิเศษยกเว้นกระแสลมแรงส่งท้ายเครื่องที่ทำให้ชั่วโมงเดินทางในวันนี้สั้นกว่าปกติที่บินในฤดูร้อน

“หลังผ่าตัดแล้ว พี่เป็นยังงัยบ้าง” รอนหาหัวข้อมาสนทนากับนักบินรุ่นพี่แต่ตอนนี้ทำหน้านักบินผู้ช่วยของเขา มนัสไม่สามารถฝึกเป็นกัปตันหรือนักบินที่หนึ่งได้เพราะปัญหาสุขภาพ เขาเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องทำบายพาสมาสองรอบ คุณหมอเวชศาสตร์อนุญาตให้บินได้แต่มีข้อจำกัดเรื่องการฝึก เขาจึงต้องเป็นนักบินผู้ช่วยแบบเพอร์มาเน้นท์อยู่ที่กินรีแอร์ ซึ่งมนัสเองก็ยอมรับได้

 “ ก้อโอเคนะรอน “ มนัสเรียกชื่อเล่นกัปตันอย่างสนิทสนม
 “ มันทรงๆอ่ะ พี่ก็พยายามดูแลสุขภาพ ทานผักทานปลา ยาที่หมอเวชศาสตร์สั่งมาให้ทาน พี่ก็ต้องทานตลอด นี่เมียก็ฝากลูกสาวมากำราบพี่วันนี้ กะว่าจะทานอะไรตามใจปากซะหน่อยไปโตเกียวคราวนี้” 
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เข้าใจเลยพี่มนัส นี่แสดงว่าแอบหนีเที่ยวบ่อยใช่ปะ “ รอนอำรุ่นพี่เล่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายในการบิน เขาเข้าใจความลำบากของมนัสดี เมื่อสองปีที่แล้ว รอนยังเคยไปเยี่ยมมนัสตอนที่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพราะต้องเข้าผ่าตัด

“ปิ๊ง ป่องงงง” เสียงเรียกจากในเคบิน ทำให้นักบินทั้งสองต้องหยุดการสนทนาชั่วคราว
“ครับผม มีอะไรครับพี่แอน” รอนยกหูโทรศัพท์คุยกับหัวหน้าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในวันนี้ที่โทรอินเตอร์โฟน(Interphone)เข้ามาในค๊อกพิทขณะที่เครื่องบินกำลังเริ่มบินระดับที่ความสูงสามหมื่นเจ็ดพันฟุต
“อุ๊ย ทราบได้ยังงัยว่าพี่จะโทรมา คิดอะไรกับพี่แอนนี่หรือป่าวฮ้าาาาา?” แอร์เพอร์เซอร์แอน  หรือที่น้องๆลูกเรือแอบเรียกกันว่าแอนนี่ผีขนุน อดที่จะหยอดคำพูดทะลึ่งๆไม่ได้ตามประสาแอ๊บแมน
“แหม พี่แอนก็ ผมก็มั่วไปงั้นแหละ ดันถูกหวยซะอีก มีไรให้รับใช้ขอรับ” รอนพูดเล่นกับแอร์เพอร์เซอร์อย่างสนิทสนม เขาบินกับแอนออกบ่อย
“ไม่มีอะไรมากค้าาา จะบอกแค๊ปตั้นสุดหล่อว่า ต้องการเครื่องดื่มอะไรบ้างมั๊ยคะ แก้ง่วงเป็นเชี่ยนๆ” 
“นั่น มาอีกแระคำผวนเนี่ย งั้นผมขอให้น้องแอร์ครัวหน้าเอากาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ใส่ถ้วยมาอย่างเดียว พี่มนัสเอาอะไรมั๊ยพี่?” รอนหันไปถามมนัสตามมารยาทที่ดี
“พี่ขอชาจีนแล้วกันนะรอน แมนี่แท้งส์ครับ” มนัสขอบคุณในน้ำใจของรุ่นน้อง
“ใช่สิ น้องหลินแอร์ครัวหน้ามันเด็กมันเอ๊าะกว่าพี่แอนชิมิ ถึงได้ไม่อยากให้พี่แอนสุดสวยไปเสิร์ฟถึงตักอะ” 
เพอร์เซอร์ยังไม่หยุดแทะโลมกัปตันรอนสุดหล่อของสายการบินกินรีแอร์
“แหงสิพี่ ถามได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ล้อเล่นหน่ะพี่ ขอบคุณมากๆคร้าบบบ” รอนตัดบทสนทนาเพราะเอทีซี(Air traffic controller)เรียกวิทยุเข้ามาพอดี


0143 น. ( 1843 UTC)

เครื่องบินบินอยู่เหนือทะเลจีนใต้ ฟ้ามืดสนิท เมฆกระจัดกระจายท้องฟ้าแต่ในจอเรดาร์จับอะไรไม่ได้เลย แทบไม่มีเสียงวิทยุที่เครื่องบินลำอื่นพูดออกอากาศเลยในช่วงนี้ รอนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมานิดหน่อย ดูเหมือนมนัสจะเงียบไป น่าจะเพลียและง่วงตามวัยที่ใกล้เกษียณ รอนอาสาทำหน้าที่ทั้งบินและพูดวิทยุไปในตัว ปล่อยให้มนัสนั่งงีบบนเก้าอี้นักบินมาได้พักใหญ่

กาแฟทำเหตุ รอนรู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำ เขาเกรงใจพี่มนัส แต่ช่วยไม่ได้แล้ว ห้องน้ำว่างอยู่พอดี
“ พี่มนัสครับ รบกวนนิดนึง ผมปวดฉี่ ขอเข้าห้องน้ำแป๊บครับ ยัวร์คอนโทรล ยัวร์เรดิโอ(Your controls, your radio)” รอนเขย่าหัวไหล่ซ้ายของมนัสเบาๆเพื่อปลุกให้ตื่น
“อ่อ ได้ๆครับ เชิญเลย มายคอนโทรล มายเรดิโอ(My controls, my radio)” มนัสงัวเงียขึ้นมารับทราบตามแบบปฏิบัติการบิน เขาต้องนั่งอยู่ในค๊อกพิทเพียงคนเดียว จึงต้องหยิบหน้ากากอ๊อกซิเจนที่อยู่ในกล่องข้างเก้าอี้ขึ้นมาสวมและรัดสายเข็มขัดที่นั่งรวมทั้งสายรัดไหล่ด้วย เผื่อกรณีฉุกเฉิน

รอนเดินออกไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านนอกค๊อกพิท เครื่องบินมีอาการเขย่าเล็กน้อยตอนที่เดินเข้าห้องน้ำ เขาต้องใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าที่คิดเพราะมันดันปวดท้องขึ้นมาด้วย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว รอนคิดอย่างนั้น นานอีกสักนิดคงไม่เป็นไร พี่มนัสแกก็บินมานานพอสมควร น่าจะรับมือได้อยู่

0153 น. (1853 UTC)

รอนเสร็จภารกิจ เขาออกจากห้องน้ำแล้วเดินไปที่ประตูค๊อกพิท ยื่นมือไปกดรหัสปลดล๊อกประตูค๊อกพิทเพื่อขอเข้าไปทำหน้าที่ต่อ 

ตูมมมมมมม!!!!

ตัวของรอนลอยละลิ่วขึ้นไปบนเพดานอย่างไม่ได้ตั้งตัว ศีรษะกระแทกเข้าไปที่เพดานเคบิน เขาร่วงลงมาเหมือนนกปีกหัก รอนมึนอยู่สักพัก ระลอกสองก็ตามมาในไม่กี่อึดใจ

ตูมมมมมมม!!!!

ตัวของเขาลอยขึ้นไปอย่างแรงอีกครั้ง คราวนี้ศีรษะไม่ไปโขกเพดานเหมือนครั้งแรก แต่ตอนที่หล่นลงมา ขาทั้งสองข้างไขว้กันและหล่นลงมากระแทกพร้อมๆกันอย่างแรง รอนยังมีสติอยู่บ้าง เลือดไหลออกมาจากศีรษะที่แตกเขาพยายามขยับตัว แต่ไม่สามารถขยับขาได้เอง 

“แย่แล้ว “ รอนคิดในใจได้เท่านี้ สติสัมปชัญญะก็ดับวูบลง!!!!


——————————————-


ซีซีหมวกเจ๊ก(โปรดติดตามตอนต่อไป)